โปรแกรมเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์

โปรแกรมเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์

เว็บไซต์เข้าโปรแกรม http://www.pil.in.th/pil2011/5dlcreativity.aspx

Microsoft WebMatrixWebMatrix เป็นเครื่องมือพัฒนาเว็บไซต์ตัวใหม่จาก Microsoft ที่มีทุกเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ เริ่มต้นจากWeb application Templateที่มีอยู่ในWebMatrix หรือการเริ่มเขียนโค้ดด้วยตัวคุณเอง เป็นการรวมทุกอย่างไว้ด้วยกันให้ใช้งานง่ายDownloadSong Smithโปรแกรมสำหรับนักแต่งเพลง ที่ไม่ได้มีความรู้ทางดนตรีมากนัก ไม่จำเป็นจะต้องเล่นเครื่องดนตรี เพียงแต่มีไมโครโฟนที่ต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ พอร้องแล้วโปรแกรมจะทำการใส่คอร์ดให้เราอัตโนมัติ

Download

Microsoft Photo Story 3

โปรแกรมสร้าง slideshows จากรูปถ่ายดิจิทัลของคุณ

Download

Photo Gallery

ประมวลรูปภาพกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ Partners in Learning Auto Collage โปรแกรมรวมภาพตั้งแต่ 7 ภาพขึ้นไป จนถึง 25 ภาพ โดยการนำมารวมให้เป็นภาพๆเดียว ในขนาดที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะเป็น 4X6, 5X7 หรือ 8X10 นิ้ว โดยมีการคำนวณเพื่อเกลี่ยส่วนเหลื่อมล้ำของแต่ละภาพให้โดยอัตโนมัติ ไป จนถึง 25 ภาพ

Download

Expression Encoder 3โปรแกรมแปลงไฟล์Audio/ VideoDownloadMicrosoft Robotics Studioโปรแกรมที่ไว้ออกแบบพฤติกรรมของหุ่นยนต์ โดยเขียนด้วยภาษา VPL นอกจากนั้นยังสามารถจำลองระบบสภาพการทำงานของหุ่นยนต์ Windows Live Photo Gallery โปรแกรมสร้างวิดีโอที่น่าตื่นเต้นจากรูปภาพของคุณ โดยการเพิ่มลักษณะพิเศษการจับเลื่อน และขยายรูปภาพของคุณ ใช้ Photo Story เพื่อบันทึกคำบรรยายสำหรับรูปภาพของคุณ และเพิ่มชื่อเรื่องและเพลงประกอบกับเรื่องราวของคุณ นอกจากนี้คุณยังสามารถแบ่งปันเรื่องราวของคุณในหลากหลายวิธี

Download

Kodu

โปรแกรมสร้างเกม เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้สำหรับเด็ก และทุกคน ซึ่งเกมส์นี้จะสามารถเล่นได้บน Xbox เท่านั้น

Download

Photosynth

โปรแกรมสร้างภาพ พารอรามา 360 องศาในแบบสามมิติ

Download

Windows Live Movie Maker

โปรแกรมสำหรับตัดต่อหนังสั้น Slideshow อย่างง่ายๆ

Download

โปรแกรมเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์

 

โปรแกรมเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์

(1.)  Microsoft WebMatrix

Microsoft WebMatrix เป็นเครื่องมือพัฒนาเว็บไซต์ตัวล่าสุดจาก Microsoft ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อทำให้การสร้าง การกำหนด การแสดงเว็บไซต์นั้นทำได้รวดเร็วและง่ายมากขึ้น ซึ่งมีขั้นตอนการใช้ ดังนี้

เว็บไซต์ที่เข้า  Microsoft WebMatrix : http://www.microsoft.com/thailand/web/webmatrix/

ดาวน์โหลด

1.1 ) Create, customize and publish websites with WebMatrix

WebMatrix เป็นเครื่องมือพัฒนาเว็บไซต์ตัวใหม่จาก Microsoft ที่มีทุกเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ เริ่มต้นจากWeb application Template ที่มีอยู่ในWebMatrix หรือการเริ่มเขียนโค้ดด้วยตัวคุณเอง เป็นการรวมทุกอย่างไว้ด้วยกันให้ใช้งานง่าย ดาวน์โหลดใช้งานฟรีได้แล้ววันนี้ ซึ่งไม่มีโปรแกรมสร้างเว็บไซต์ใดที่ให้คุณได้มากเท่านี้มาก่อน

1.2 ) Create your website

เริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ง่ายๆ เพียงดาวน์โหลดแพลตฟอร์ม Microsoft WebMatrix และติดตั้งโปรแกรมภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที เพียงเท่านี้คุณสามารถใช้งาน web application เวอร์ชันล่าสุด ได้อย่างง่ายดายทั้ง WordPress, Joomla!, DotNetNuke และ Orchard. เป็นต้น

images

1.3 ) Customize your website

ทันทีที่คุณใช้ WebMatrix คุณจะพบทันทีว่ามีเครื่องมือทั้งหมดที่จำเป็นต่อการทำ single unified interface โบกมือลาวิธียุ่งยากเดิมๆที่ต้องสลับไปมาระหว่างApplication Programต่างๆ วิธีทำงานด้วยWebMatrix นั้น เพียงคลิกเดียวคุณก็สามารถแก้ไขไฟล์ จัดการฐานข้อมูล และปรับเปลี่ยนการตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างง่ายดาย

1.4 ) Publish your website

WebMatrix มีวิธีการ Publish เว็บไซต์ของคุณขึ้นบนอินเตอร์เน็ตอย่างน่าทึ่ง ในโฮสต์ติ้งแกลลอรี่ของ WebMatrix คุณสามารถเลือกใช้ Hosting Provider มืออาชีพที่เหมาะสมและตอบโจทย์การใช้งานเว็บไซต์อย่างราบรื่น และคุณยังสามารถ Publish เว็บไซต์ได้โดยตรงจาก WebMatrix

(2.)  Microsoft Songsmith

 

เป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่สามารถสร้างเสียงดนตรีเป็นทำนองเพลงได้หลากหลายสไตล์ โดยความสามารถที่เหนือชั้นของมันก็คือ การจับคู่โน้ตและคอร์ดของดนตรีให้เข้ากับเสียงร้องของคุณได้โดยอัตโนมัติ

images (3)

2.1)  วิธีการติดตั้งโปรแกรม

2.1.1. เข้าไปโหลดไฟล์Setupที่ http://songsmith.en.softonic.com/

2.1.2. คลิก Download

2.1.3. คลิก Free Download

2.1.4. คลิก Save

2.1.5. เลือก Directory ที่ต้องการจะเก็บไฟล์ Setup ของโปรแกรม Song smith >> File name  ใช้ชื่อเป็น SongsmithSetup1.02>>คลิก Save

2.1.6. รอโหลดตัว Setup ของโปรแกรมจนครบ 100%>>คลิก Run

2.1.7. คลิก Run

2.1.8. คลิก Next

2.1.9. คลิก Browse…เพื่อเลือก Directory ที่ต้องการเก็บตัวโปรแกรมนี้ไว้ >>Set ค่าว่าต้องการให้ใครเข้าใช้โปรแกรมได้บ้าง ถ้าต้องการให้ทุกคนเข้าถึงได้เลือก everyone ถ้าต้องการเป็นส่วนตัวให้เลือก Just me>>คลิกNext>

2.1.10. เลือก I Agree >> คลิกNext>

2.1.11. คลิก Next>

2.1.12. คลิก Close เป็นอันเสร็จสิ้นการติดตั้งโปรแกรม

2.2) การใช้งาน Microsoft Songsmith 

images (3)

2.2.1. เลือกจุดเริ่มต้นในการเริ่มการสร้างเพลงใหม่

2.2.2. จะเข้าสู่หน้าในการเลือก Style ของเพลง

2.2.3. หลังจากที่เลือก Style ตามที่ชอบแล้ว ให้กดปุ่ม Next เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

ดาวน์โหลด (1)

images (6)

2.2.4. เข้าสู่หน้า Select Tempo เพื่อเลือกความเร็วจังหวะของดนตรี

2.2.5. หลังจากที่เลือกเสร็จแล้ว กดปุ่ม Finish

2.2.6. จะปรากฏหน้าต่างให้เลือกการทางาน ดังภาพ

images (7)

2.2.7. เริ่มต้นการทางานโดยการกดปุ่ม Stop โปรแกรมจะเริ่มต้นการบันทึกเสียงร้องพร้อมเสียงจังหวะดนตรีที่โปรแกรมสร้างขึ้นมาให้พร้อมกัน ตามสไตล์ดนตรีที่เลือกไว้ตั้งแต่ขั้นตอนแรก

images (8)

2.2.8. หลังจากที่กดปุ่ม Stop แล้ว โปรแกรมจะขึ้นแท็บใหม่ขึ้นมาอีก 1 แท็บ พร้อมกับคำว่า Sing! เป็นตัวบอกให้รู้ว่าต้องเริ่มอัดเสียงลงไปในตัวโปรแกรมได้

2.2.9. เมื่อเริ่มอัดเสียงแล้ว ถ้าต้องการหยุดการบันทึกเสียง ให้กดปุ่ม Stop ซ้าอีกครั้ง โปรแกรมจะหยุดการบันทึกเสียง เมื่อหยุดการบันทึกเสียงแล้ว จะได้ผลลัพธ์ ดังภาพ

images (9)

(3.) การบันทึกไฟล์เสียงที่อัดแล้ว 

3.1. สามารถเลือกการบันทึกได้ 2 แบบ คือ

3.1.1. การบันทึกแบบ Save As

ดาวน์โหลด (2)

การบันทึกแบบนี้ สามารถนามาแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง นามสกุลที่ได้จะเป็น .songsmith

3.1.2. การบันทึกแบบ Export

การบันทึกแบบ Export สามารถเลือกในการ Export ได้ 2 แบบ คือ

 Export to Audio File สามารถเลือกนามสกุลได้ 3 แบบ คือ

o Windows Media Audio (WMA)

o Wave (WAV)

o Musical Instrument Digital Interface (MIDI)

 Export to movie Marker

(3.) Microsoft Photo Story 3

 

                ความสามารถอื่นๆ ของ Photo Story 3  เช่น การแต่งภาพ แก้ไขภาพ ตัด หมุน และ          ใส่ลูกเล่นเทคนิคพิเศษต่างๆ มีให้เลือกเพียบ ที่จะทำให้ภาพสไลด์ของเรามีความน่าสนใจ เช่น          ใส่เสียงเพลงประกอบ คำอธิบายภาพ ชื่อเรื่อง เป็นต้น จุดเด่นอีกอย่าง คือความง่ายในการใช้งาน   ถึงจะไม่มีความชำนาญเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์มากนัก ก็สามารถใช้งาน Photo Story 3 for Windows ได้อย่างแน่นอน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำสไลด์ภาพนำเสนอ ภาพสไลด์ปิดค่าย หรือกิจกรรมต่างๆ ใส่เพลง คำอธิบายภาพ เพื่อจัดทำเป็น CD หรือ จะเซฟนำเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ก็ได้  นำไปเปิดบนมือถือ หรือ Ipad Iphone ได้ทั้งนั้น

ดาวน์โหลด (3)

อุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำ Photo Story

1. โปรแกรม Photo Story (สามารถ download ได้ฟรีจากเว็บไซต์ Microsoft หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหัวข้อ ฟรี โปรแกรมจัดการรูปภาพ และหนังจาก Microsoft) ขนาดไฟล์ 5 MB

2. แผ่นเปล่า CD/DVD แล้วแต่ความยาวของวีดีโอที่สร้างขึ้น

3. รูปภาพที่เราต้องการมาทำเป็น วีดีโอ ตัวอย่างเช่น ภาพเวลาที่เราไปท่องเที่ยวกับเพื่อน กับครอบครัว หรืออาจจะเป็นภาพอะไรๆ ที่ดูตลก ขบขัน สามารถแอบไปดึงจากเว็บ Google.com ในส่วนของรูปภาพก็ได้

4. เพลงประเภท Backgound Music หรือเพลง MP3 อะไรก็ได้ที่คุณต้องการใส่ในวีดีโอ

เริ่มต้นการสร้างวีดีโอด้วย Photo Story

ก่อนอื่นให้ไป download โปรแกรม Photo Story มาติดตั้งลงเครื่องกันก่อน ที่

Free mirror server 1 http://downloads.phpnuke.org/en/download-item-view-x-a-n-vz/

MICROSOFT%2BPHOTO%

Free mirror server 2 http://downloads.phpnuke.org/en/download-item-view-x-a-n-vz/

MICROSOFT%2BPHOTO%2BSTORY%2B3.htm

เมื่อ download โปรแกรมมาแล้ว ก็ทำการติดตั้งโปรแกรมลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยดับเบิลคลิกไฟล์โปรแกรมที่ download มา และกดปุ่ม Next ไปเรื่อยๆ หรือทำตามหน้าจอที่แสดงให้ แค่นี้ เราก็สามารถติดตั้งโปรแกรมได้แล้ว

วิธีสร้างวีดีโอด้วย Photo Story

1. ให้เปิดโปรแกรมขึ้นมา จะพบกันหน้าเริ่มต้นของโปรแกรม Photo Story ประกอบด้วยตัวเลือก 3 ตัวเลือก

• Begin a new story หมายถึง การเริ่มต้นสร้างวีดีโอ ชิ้นใหม่

• Edit a project หมายถึง การเข้าไปแก้ไขงานที่เคยสร้างเอาไว้แล้ว

• Play a story หมายถึง การเล่นไฟล์วีดีโอ ที่เราสร้างเสร็จแล้ว (จะต้องมีการบันทึกเป็นไฟล์วีดีโอแล้วก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าไปเลือกหัวข้อนี้ได้)

 ดาวน์โหลด (3)

2. ให้คลิกเลือก “Begin a new story” เพื่อเริ่มสร้างวีดีโอ คลิกปุ่ม Next

3. หน้าต่อไปจะเป็นหน้าให้เลือกรูปภาพ ให้คลิกปุ่ม “Import Pictures”

4. ให้เราเลือกไฟล์รูปภาพที่ต้องการ จะมากน้อยก็แล้วแต่ครับ เชิญเลือกตามสบาย         (ทิป เราสามารถเลือกรูปภาพพร้อมกันหลายภาพได้ โดยการกดปุ่ม Shift ค้าง หรือ Ctrl ค้าง และเลือกรูปที่ต้องการ) พอได้ภาพตามที่ต้องการแล้วให้คลิก OK โปรแกรมจะดึงภาพเข้ามา

images (11)

5. หลังจากดึงภาพเข้ามาแล้ว เราสามารถปรับแต่งภาพก่อนนำไปใช้งานได้จริงอีก เช่น แก้ไขสีของภาพ แก้ไขตาแดง การหมุนภาพ หรือจะเปลี่ยนสีภาพเป็นแบบต่างๆ ได้     อีกด้วย เป็นต้น

6. นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งของภาพได้ว่า จะให้ภาพใดขึ้นก่อน-หลัง โดยคลิกที่ลูกศรด้านล่างขวามือ (ดูจากภาพได้)

7. และที่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ “Remove black borders” เป็นตัวช่วยทำให้ภาพที่แสดงบนหน้าจอ ไม่แสดงสีดำ ซึ่งจะทำให้ดูไม่สวยงาม เพียงแค่คลิก โปรแกรมก็จะจัดการภาพให้ใหม่

8. คลิกปุ่ม Next เพื่อจัดการในขั้นตอนต่อไป

9. หัวข้อต่อไป เป็นการใส่ข้อความให้กับภาพแต่ละภาพ ไม่ใส่ก็ได้ครับ และก็มีหัวข้อ effect สำหรับปรับภาพในรูปแบบต่างๆ อีกด้วย

10. คลิกปุ่ม Next เพื่อจัดการในขั้นตอนต่อไป

11. หัวข้อต่อไป เป็นการจัดการ การเปลี่ยนแปลงภาพในแต่ละภาพ ให้มีความสวยงาม         และราบรื่นแบบเนียนๆ ให้คลิกที่ปุ่ม “Customize Motion” จะมี 2 หัวข้อย่อยให้แก้ไขได้

ดาวน์โหลด (4)

images (12)

1. Motion and Duration หมายถึงการปรับการเคลื่อนไหวของภาพ และกำหนดเวลาในการแสดงแต่ละภาพ

2. Transition หมายถึง การเปลี่ยนแปลง จากภาพหนึ่งเป็นอีกภาพหนึ่ง

12. ถ้ามีการแก้ไข จะต้องคลิกปุ่ม “Save” ก่อนเสมอ และคลิกปุ่ม Close ตามมา

13. มาถึงขั้นตอนในการใส่เพลง หรือดนตรีประกอบแล้ว

14. ทดสอบเลือกไฟล์เพลงจากเครื่องคอมฯ โดยคลิกปุ่ม “Select music”

images (13)

15. คลิกปุ่ม Preview เพื่อทดสอบ

16. คลิก Next เพื่อเข้าขั้นตอนสุดท้าย

images (14)

17. ให้เลือกบันทึกวีดีโอ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา “Save your story for playback on your computer”จากนั้นคลิก Next

18. รอสักครู่ โปรแกรมจะแปลงไฟล์ทั้งหมดเป็นไฟล์วีดีโอ ในรูปแบบของ WMV

19. แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้ว แต่อย่าลืม ให้กดปุ่ม Save project ด้วยก็ดีครับ เผื่อคราว  หน้าอยากกลับมาแก้ไขใหม่

ปรับแต่งผลงานวีดีโอที่ได้จาก Photo Story

หลังจากได้เรียนรู้การสร้างภาพมีชีวิตด้วย Photo Story ไปแล้ว ในหัวข้อนี้จะเพิ่มเติม ทิปและเทคนิค เพื่อให้งานที่ได้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เราลองมาดูกันสักนิดว่าในโปรแกรม Photo Story มีอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ยังไม่ได้แนะนำไป

Edit Pictures

เป็นหัวข้อที่แสดงหลังจากมีการ “Import Pictures” เข้ามาในโปรแกรม เพียงเราคลิกปุ่ม Edit (ด้านล่าง หน้าต่างที่แสดงภาพ) ภายในจะมีหัวข้อย่อยให้เลือก 3 หัวข้อ

1. Rotate and Corp สำหรับการหมุนภาพ หรือจะตัดภาพภาพส่วนก็ย่อมได้ เช่นกัน

2. Auto Fix – แค่คลิก On หรือ Off เพื่อสั่งให้โปรแกรมปรับภาพอัตโนมัติ พร้อมแสดงผลลัพธ์ให้เห็นทันที

3. Add Effect – เพื่อความน่าสนใจให้กับภาพ และปรับภาพเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น Water Color ปรับเป็นภาพลายน้ำ เป็นต้น อย่าลืม ต้อง Save และ Close ทุกครั้ง มิฉะนั้น ที่แก้ไขไป จะกลับมาเหมือนเดิม

images (11)

Add a title to your pictures

images (12)

หัวข้อการใส่ข้อความ เราสามารถปรับขนาดของตัวอักษรให้เล็ก-ใหญ่ ตามต้องการ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบตัวอักษร (Font) รวมทั้งใส่สีได้ตามต้องการอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถเลื่อนตำแหน่งในการแสดงข้อความได้อีกด้วยเช่นกัน

Add Background Music

หัวข้อนี้นอกเหนือจากการดึงเพลงจากไฟล์ MP3 หรือจะเป็นไฟล์เสียงของเรา ก็สามารถทำได้ครับ เพียงแค่คุณไปบันทึกเสียงจากโปรแกรมอื่นๆ ก่อน จากนั้นก็มาใส่เพิ่มในวีดีโอของเราก็ได้ อย่างไรก็ตามโปรแกรม Photo Story ก็ได้เตรียมเสียง background music ให้บ้างแล้ว โดยเราสามารถคลิกเลือก “Create Music” จะมีเสียงเพลงในรูปแบบต่างๆ ให้เลือก

images (13)

Save your story

เป็นหัวข้อสุดท้ายในการแปลงผลงานของเราเป็นวีดีโอ โปรแกรม Photo Story ก็ได้เตรียม เครื่องมือในการปรับขนาดไฟล์เป็น ขนาดต่างๆ เช่น ขนาดเล็กสำหรับการส่งผ่านทางอีเมล์ เป็นต้น หรือจะบันทึกลงในโทรศัพท์มือถือของคุณก็ได้ด้วยเช่นกัน และที่สำคัญคุณสามารถเลือกบันทึกคุณภาพของวีดีโอได้ โดยการคลิกที่ปุ่ม “Settings” และกำหนดขนาดของวีดีโอให้ใหญ่ เช่น เลือก 1027×768 สำหรับแสดงบนคอมพิวเตอร์ หรือจอ LCD หรือจะเลือกสำหรับแสดงบนโทรทัศน์ของบ้านเราก็เลือกขนาดระบบ PAL 600×480″ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ การแปลงไฟล์ที่มีความละเอียดสูง จะทำให้ขนาดของไฟล์วีดีโอ สูงตามไปด้วย

images (14)

(4.) Photo Gallery

 

โปรแกรมสาหรับ จัดระเบียบรูปถ่ายที่สามารถใช้ในการดู จัดการ แบ่งปัน และแก้ไขรูปถ่ายและวิดีโอดิจิทัล รูปถ่ายทั้งหมดในโฟลเดอร์ รูปภาพของฉัน บนฮาร์ดไดรฟ์ รวมทั้งรูปถ่ายที่เพิ่งนาเข้าจะปรากฏใน Photo Gallery นอกจากนี้ สามารถเพิ่มโฟลเดอร์อื่นบนฮาร์ดไดรฟ์ไปยัง Photo Gallery ได้อีกด้วย สามารถเพิ่มรูปถ่ายไปยัง Photo Gallery ได้โดยการนาเข้ารูปถ่ายจากกล้องดิจิทัลหรือการ์ดหน่วยความจา หรือรับรูปถ่ายจากสแกนเนอร์ ดาวน์โหลดจากอัลบั้มบน Windows Live SkyDrive หรือเพิ่มรูปถ่ายที่มีอยู่จากซีดี ดีวีดี หรือฮาร์ดไดรฟ์

แฟ้มรูปภาพที่ Photo Gallery สนับสนุน Photo Gallery จะแสดงรูปภาพและวิดีโอที่มีชนิดแฟ้มใดๆ ต่อไปนี้

 BMP                                                WMV

 JPEG                                               MPEG

 JFIF                                                 AVI

 TIFF                                                ASF

 PNG                                                 WDP

Windows Live Photo Gallery สามารถแสดงวิดีโอได้เฉพาะเมื่อมีการติดตั้ง Windows Movie Maker เท่านั้น

1. ค้นหารูปถ่ายและวิดีโออย่างรวดเร็ว Photo Gallery แสดงรูปถ่ายทั้งหมดในที่เดียว และทาให้สามารถดูรูปถ่ายตามชื่อ วันที่ แท็ก และเงื่อนไขอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย

การเรียกดูรูปถ่าย และวิดีโอ เมื่อต้องการดูรูปถ่ายทั้งหมดในแกลเลอรี ให้คลิก รูปถ่ายและวิดีโอทั้งหมด สามารถเรียกดูรูปถ่ายและวิดีโอด้วยการเรียงตามวันที่และตามแท็ก แม้ว่าจะถูกจัดไว้ในโฟลเดอร์ต่างกัน

images

1.1. การเรียกดูรูปถ่าย และวิดีโอตามวันที่

1.1.1. คลิก วันที่ถ่าย

1.1.2. คลิกปีและเดือน เพื่อดูรูปถ่ายและวิดีโอ ที่ถ่ายในเดือนนั้นของปี ถ้าถ่ายไว้หลายรูปและบันทึกวิดีโอไว้มากสาหรับเดือนนั้น สามารถคลิกที่วันเพื่อดูเฉพาะรูปถ่ายและวิดีโอที่ถ่ายไว้ในวันนั้นวันเดียว

1.2. การเรียกดูรูปถ่าย และวิดีโอตามแท็ก

1.2.1. คลิก แท็ก

1.2.2. คลิกแท็กเพื่อดูรูปถ่ายและวิดีโอทั้งหมด ที่มีแท็กนั้น

สามารถเรียงรูปถ่ายและวิดีโอตามชื่อ วันที่ การจัดอันดับ และปุ่ม ‘ชนิด’ หรือค้นหารูปถ่ายโดยใช้กล่องค้นหา

1.3. แท็ก

แท็กคือคาบรรยายที่สามารถเพิ่มลงในรูปถ่ายและวิดีโอ เพื่อให้ค้นหาในภายหลังได้ง่ายขึ้น

1.3.1. การเพิ่มแท็ก

 ในแกลเลอรี ให้คลิกที่รูปถ่ายหรือวิดีโอ ที่ต้องการใส่แท็ก

 ใน บานหน้าต่างข้อมูล ให้คลิก เพิ่มแท็ก

 สามารถเลือกป้อนแท็กใหม่ลงในกล่อง หรือเลือกแท็กจาก รายการแท็กที่ป้อนไว้แล้วสาหรับ รูปถ่ายและวิดีโออื่น

 กด ENTER แท็กใหม่จะปรากฏในรายการแท็กสาหรับรูปถ่ายหรือวิดีโอนั้น

อีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มแท็กคือการลากรูปถ่ายไปไว้ที่แท็กในรายการ แท็ก list

 การเพิ่มแท็กให้กับรูปถ่ายหรือวิดีโอมากกว่าหนึ่งรายการพร้อมๆ กัน ให้กดแป้น CTRL ค้างไว้และคลิกทุกรายการที่ต้องการใส่แท็ก จะมองเห็นรายการแท็ก ที่ใช้ร่วมกันระหว่างรูปถ่ายและวิดีโอในบานหน้าต่างข้อมูล เมื่อต้องการเพิ่มแท็กใหม่ ให้คลิก เพิ่มแท็ก และป้อนคาหรือวลี

 ทำให้แท็กมีลักษณะเฉพาะ เช่น มีสถานที่เฉพาะ ชื่อของบุคคลที่อยู่ในรูปถ่าย หรือเหตุการณ์ ซึ่งจะช่วยให้การค้นหารูปถ่ายในภายหลังง่ายขึ้น

2. นาเข้า ดู และจัดการไฟล์วิดีโอ สามารถนาเข้าไฟล์วิดีโอจากกล้องวิดีโอดิจิทัล ซีดี และดีวีดี และจากตำแหน่งที่มีอยู่บนฮารด์ไดรฟ์

สามารถเพิ่มรูปถ่ายไปยัง Windows Live Photo Gallery ได้โดยการนาเข้ารูปถ่ายจากกล้องดิจิทัลหรือการ์ดหน่วยความจา หรือโดยการใช้สแกนเนอร์ นอกจากนี้ ยังสามารถนาเข้ารูปถ่ายจากอัลบั้มบน Windows Live SkyDrive หรือเพิ่มรูปถ่ายที่มีอยู่จากซีดี ดีวีดี หรือฮาร์ดไดรฟ์ ตามค่าเริ่มต้น รูปถ่ายที่นาเข้าจะถูกจัดเก็บไว้ในโฟลเดอร์ รูปภาพของฉัน

2.1. เมื่อต้องการนาเข้ารูปถ่ายจากกล้องดิจิทัล ตัวอ่านการ์ดหน่วยความจา ซีดี หรือดีวีดี

2.1.1. ตรวจสอบให้แน่ใจว่ากล้องดิจิทัลหรือตัวอ่านการ์ดหน่วยความจาเปิดอยู่และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ หรือตรวจสอบว่าใส่ดิสก์ในไดรฟ์ซีดีหรือดีวีดีในคอมพิวเตอร์

2.1.2. เปิด Windows Live Photo Gallery โดยคลิกปุ่ม เริ่ม ในช่องค้นหา ให้พิมพ์ Photo Gallery แล้วคลิก Windows Live Photo Gallery ในรายการผลลัพธ์

2.1.3. คลิกที่แท็บ หน้าแรก แล้วคลิก นาเข้า photos

2.1.4. ในกล่องโต้ตอบ นาเข้ารูปถ่ายและวิดีโอ ให้คลิกอุปกรณ์ที่ต้องการใช้ แล้วคลิก นาเข้า หากนาเข้าจากซีดีหรือดีวีดี ให้เลือกไดรฟ์ซีดีหรือดีวีดี

2.1.5. คลิก นาเข้า

2.1.6. คลิก ตัวเลือกเพิ่มเติม เพื่อเลือกตัวเลือกที่ต้องการใช้ เช่น ที่สาหรับบันทึกไฟล์หรือรูปแบบไฟล์ที่จะใช้สาหรับชื่อโฟลเดอร์และชื่อไฟล์

2.1.7. เลือก ตรวจสอบ จัดระเบียบ และจัดกลุ่มรายการที่จะนาเข้า หรือ นาเข้ารายการใหม่ทั้งหมดทันที

2.1.8. ให้คลิก ถัดไป จากนั้นทาอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

2.2. ตรวจสอบ จัดระเบียบ และจัดกลุ่มรายการที่จะนาเข้า

2.2.1. คลิก ตรวจสอบ จัดระเบียบ และจัดกลุ่มรายการที่จะนาเข้า แล้วคลิก ถัดไป

2.2.2. กำหนด เลือก และตั้งชื่อให้กับกลุ่มที่ต้องการนาเข้า ดังนี้

2.2.3. ตามค่าเริ่มต้น รูปถ่ายจะได้รับการจัดกลุ่มตามเวลาที่มีการถ่ายรูป ในการเปลี่ยนช่วงเวลาที่ใช้สาหรับกาหนดกลุ่ม ที่ด้านล่างของหน้าต่าง ให้เลื่อนแถบเลื่อน ปรับเปลี่ยนกลุ่ม

2.2.4. ในการเลือกกลุ่มที่จะนาเข้ารูปถ่าย ให้เลือกช่องทาเครื่องหมายถัดจากแต่ละกลุ่ม

2.2.5. ในการดูรูปถ่ายทั้งหมดในกลุ่ม ให้คลิก ดูรายการทั้งหมด หากไม่ต้องการนาเข้ารูปถ่ายทั้งหมดในกลุ่ม ให้ล้างช่องทาเครื่องหมายของรูปถ่ายที่ไม่ต้องการนาเข้า

2.2.6. สำหรับแต่ละกลุ่มของรูปถ่ายที่ต้องการนาเข้า ให้คลิก ป้อนชื่อ แล้วพิมพ์ชื่อ           สำหรับกลุ่ม

2.2.7. สาหรับแต่ละกลุ่มของรูปถ่ายที่ต้องการนาเข้า ให้คลิก ป้อนชื่อ แล้วพิมพ์ชื่อ   สำหรับกลุ่ม

2.2.8. ในการกาหนดแท็กให้กับกลุ่ม ให้คลิก เพิ่มแท็ก ถัดจากกลุ่มนั้น พิมพ์หนึ่งแท็กหรือหลายแท็กโดยคั่นด้วยเครื่องหมายอัฒภาค ( ; ) แล้วกด Enter

2.2.9. คลิก นำเข้า รูปถ่ายแต่ละกลุ่มจะถูกบันทึกลงในคนละโฟลเดอร์

2.3. นำเข้ารูปถ่ายใหม่ทั้งหมดบนอุปกรณ์

2.3.1. คลิก นาเข้ารายการใหม่ทั้งหมดทันที แล้วพิมพ์ชื่อของรูปถ่ายหรือวิดีโอ

2.3.2. ในการกำหนดแท็กให้กับกลุ่มของรูปถ่ายที่กาลังนาเข้า ให้คลิก เพิ่มแท็ก พิมพ์หนึ่งแท็กหรือหลายแท็กโดยคั่นด้วยเครื่องหมายอัฒภาค ( ; ) แล้วกด Enter

2.3.3. คลิก นำเข้า

** เมื่อจะลบรูปถ่ายออกจากการ์ดหน่วยความจาหรือกล้อง อาจต้องการคัดลอกไว้ในดีวีดีหรือซีดีที่สามารถบันทึกได้ ในฮาร์ดไดรฟ์ภายนอก หรือในบริการเก็บไฟล์บนอินเทอร์เน็ต เพื่อให้มีสำเนาสำรอง

3. แก้ไขและปรับปรุงรูปถ่าย ใน Photo Gallery

Windows Live Photo Gallery มีเครื่องมือที่ใช้งานง่ายหลายอย่าง ซึ่งสามารถใช้ทาสิ่งต่างๆ เช่น แก้ไขตาแดง หรือชดเชยการเปิดรับแสง และสภาพที่มีแสงน้อย Windows Live Photo Gallery ให้ควบคุมภาพถ่ายในลักษณะที่สร้างสรรค์กว่า สามารถดาวน์โหลด Windows Live Photo Gallery โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจากเว็บไซต์ Windows Live Photo Gallery หนึ่งในคุณลักษณะที่ยอดเยี่ยมของ Windows Live Photo Gallery คือ ใช้ระบบ “ดิจิทัลเนกาทีฟ” ซึ่งหมายถึงสามารถยกเลิก              การเปลี่ยนแปลงที่ได้ทากับภาพถ่ายในลักษณะที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภาพถ่ายต้นฉบับยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ถาวร เว้นแต่จะต้องการให้มี

3.1. เครื่องมือ ปรับแต่ง

เครื่องมือปรับแต่งต่อไปนี้ทั้งหมดมีอยู่ภายใต้เมนู แก้ไข (Fix) เลือกภาพถ่ายที่จะแก้ไข คลิก แก้ไข แล้วทดลอง ด้วยตัวเอง

3.1.1. ปรับอัตโนมัติ จะตรวจดูว่า มีการแก้ไขอะไรบ้างที่จะทาให้ ภาพถ่ายดีขึ้น แล้วนาการแก้ไขนั้นไปใช้ จาไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงแบบ ‘ปรับอัตโนมัติ’ นั้น เป็นมุมมองส่วนบุคคล และอาจไม่ถูกใจเสมอไป การใช้ ‘ปรับอัตโนมัติ’ เป็นจุดเริ่มต้น และการปรับเพิ่มเติมตามที่ต้องการเป็นวิธีที่ดีที่จะได้ เข้าใจว่าคุณลักษณะการแก้ไขอื่นๆ นั้นเป็นอย่างไร ‘ปรับอัตโนมัติ’ จะแสดงให้เห็นว่า ได้มีการปรับอะไรบ้าง ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายกว่า

3.1.2. ความสว่าง จะปรับความสว่างที่มองเห็นได้ใน ภาพถ่าย

3.1.3. ความคมชัด คือความแตกต่างโดยรวมในลักษณะที่ปรากฏระหว่าง พื้นที่มืดกับพื้นที่ที่สว่างกว่าในภาพถ่าย

3.1.4. เงาและการเน้น การปรับสองอย่างนี้มีผลต่อปริมาณของแสงสว่างและความมืด ที่ใช้กับส่วนต่างๆ ของภาพถ่าย

3.1.5. ฮิสโตแกรม ฮิสโตแกรมให้ข้อมูลเกี่ยวกับระดับของความสว่างโดยรวม ในภาพถ่าย ด้านซ้ายของฮิสโตแกรมสัมพันธ์กับความมืดของภาพถ่าย และด้านขวาแทนความสว่างของภาพถ่าย สามารถใช้ข้อมูลนี้วัดปริมาณของการปรับ ที่จะทากับภาพถ่าย หรือปริมาณของการเปิดรับแสงที่ใช้ภายหลัง เมื่อถ่ายภาพภายใต้สภาพที่คล้ายกัน

ดาวน์โหลด

3.1.6. ปรับสี อุณหภูมิสี คือปริมาณของโทนสีน้าเงิน (เย็น และโทนสีแดง (อุ่น ในภาพ สีอ่อนแก่ คือความแตกต่างของสีอ่อนแก่ที่สร้างขึ้นโดยการเติมสีขาวให้กับภาพ ความเข้ม คือปริมาณความเข้มของสีที่มีในภาพ ภาพถ่ายที่มีความเข้มสูงจะมีสีที่สว่างกว่าที่ดูเข้มและสดใส ภาพ ที่มีความเข้มน้อยจะมีสีเข้มน้อยกว่า (กรณีที่น้อยที่สุดจะได้ภาพ ที่มีโทนสีเทาทั้งหมด)

images (1)

3.1.7. ปรับรายละเอียด การทาให้ภาพคมชัดขึ้นช่วยให้เห็นขอบของสิ่งที่อยู่ในภาพได้ชัดขึ้น กล้องส่วนมากจะถ่ายภาพที่มีคุณภาพ “นุ่มนวล” ภาพถ่ายเหล่านี้สามารถทาให้ชัดขึ้นโดยการใช้เครื่องมือปรับความคมชัด เมื่อใช้เครื่องมือนี้ Photo Gallery จะกำหนดขอบของวัตถุ และปรับปรุงขอบเพื่อให้ได้ภาพที่มีลักษณะอยู่ในโฟกัสมากขึ้น

images (2)

3.1.8. ครอบตัดภาพ หลังจากที่ดูภาพแล้ว อาจพบว่ามีหลายส่วนของภาพ ที่ต้องการเอาออก เครื่องมือครอบตัดเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเปลี่ยน องค์ประกอบ และในการเอาส่วนของภาพที่ไม่ต้องการออกไป เมื่อ ใช้คุณลักษณะ ครอบตัดภาพ Photo Gallery จะแสดงกรอบที่สามารถปรับ     ตำแหน่ง และปรับเพื่อ ให้รวมรายละเอียดที่ต้องการเก็บไว้ ทุกอย่างที่อยู่นอกกรอบนี้จะ ถูกเอาออก เมื่อคลิก นาไปใช้ อาจต้องใช้คุณสมบัติ ครอบตัดภาพ นี้สองสามครั้ง เพื่อให้ได้องค์ประกอบในลักษณะที่ต้องการ

คุณลักษณะการครอบตัดมีอยู่ใน Windows Live Photo Gallery

 หมุนภาพ ใช้คุณลักษณะ ‘หมุน’ เพื่อปรับตำแหน่งภาพ

 แก้ไขตาแดง การแก้ไขตาแดงทาได้โดยการเลือกคุณลักษณะ ‘แก้ไขตาแดง’ แล้วลากเมาส์ไปบนพิกเซลที่ต้องการ

3.1.9. เครื่องมือ ‘แว่นขยาย’ มีอยู่ใน Windows Live Photo Gallery

 เมื่อต้องการขยายภาพ ให้คลิกปุ่ม ย่อ/ขยาย แล้วเลื่อนแถบเลื่อนขึ้นหรือลง

3.1.10. เลิกทา/ทาซ้ำ คุณลักษณะนี้อนุญาตให้ ทดลองใช้เครื่องมือปรับแต่ง เพื่อค้นหาว่าเครื่องมือทางานอย่างไร และทาอะไรได้บ้าง ซึ่งจะทาให้มีความคิดสร้างสรรค์ และรู้สึกสนุกสนาน เพราะสามารถเลิกทาและทาซ้ำ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามที่ทากับภาพถ่ายได้

3.1.11. ปรับขนาดภาพถ่าย

 เลือกภาพถ่ายที่ต้องการปรับขนาด จากนั้นบนเมนู แฟ้ม คลิก ปรับขนาด

 ในกล่องโต้ตอบ ปรับขนาด ให้เลือกขนาดที่ต้องการใช้สร้างภาพถ่าย

 หากต้องการให้สามารถพิมพ์ภาพถ่ายได้ ให้เลือกขนาดที่ใหญ่ขึ้น หากต้องการดูภาพถ่ายเฉพาะบนหน้าจอเท่านั้น ให้เลือกขนาดที่ดูเหมาะสมสาหรับการดูบนหน้าจอ ทดลองใช้ขนาดที่แตกต่างกันเพื่อดูว่าขนาดใดจะเหมาะกับแผนงาน อย่าลืมว่าขนาดสูงสุดคือ จานวนพิกเซลตามด้านที่ยาวที่สุดของภาพถ่าย ตัวอย่างเช่น ในภาพถ่ายขนาด 4 × 6 ด้านขนาด 6 นิ้ว มีความละเอียด 1024 พิกเซล ด้านขนาด 4 นิ้ว จะมีความละเอียด 682 พิกเซล

 คลิก ปรับขนาดและบันทึก Photo Gallery จะบันทึกแฟ้มที่ปรับขนาดในตำแหน่งเดียวกับต้นฉบับ และจะเพิ่มขนาดเป็นชื่อแฟ้มของสาเนาที่มีขนาดเล็กลง ตัวอย่างเช่น หากภาพถ่ายต้นฉบับชื่อว่า “สกูตเตอร์” และมีการบันทึกลงในโฟลเดอร์ ‘รูปภาพ’ ภาพถ่ายที่ปรับขนาดจะมีชื่อว่า “สกูตเตอร์ (1024×683 ” และจะอยู่ในโฟลเดอร์ รูปภาพ เช่นกัน (หากต้องการเปลี่ยนชื่อแฟ้มหรือตาแหน่งที่ตั้ง ให้คลิก เรียกดู เปลี่ยนชื่อและตาแหน่งที่ตั้ง แล้วคลิก ปรับขนาดและบันทึก

 เมื่อต้องการปรับขนาดภาพถ่ายเพื่อส่งทางอีเมล เลือกภาพถ่ายที่ต้องการส่ง แล้วคลิก อีเมล เลือกขนาด แล้วคลิก แนบ ตรวจสอบให้แน่ใจว่ายอดรวมขนาดโดยประมาณน้อยกว่า 2 MB

4. เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ลงในรูปถ่ายและวิดีโอ สร้างภาพพาโนรามาที่น่าทึ่งจากคอลเลกชันรูปถ่ายต่างๆ ใช้การทาภาพโมเสกเพื่อปรับแต่งรูปถ่ายเป็นกลุ่ม สร้างภาพยนตร์และภาพสไลด์จากภาพนิ่งและวิดีโอ และอื่นๆ อีกมากมาย

4.1. สร้าง รูปถ่ายพาโนรามา Windows Live Photo Gallery สามารถช่วยต่อรูปถ่ายจานวนมาก ของฉากหนึ่งฉากเป็นภาพพาโนรามา โดยทาดังต่อไปนี้

4.1.1. ในแกลเลอรี ให้เลือกรูปถ่ายที่ต้องการนามาต่อรวมกัน โดยการกดแป้น CTRL ค้างไว้ขณะที่คลิกแต่ละภาพ

4.1.2. คลิก ทา แล้วคลิก สร้างภาพพาโนรามา

 การสร้างภาพพาโนรามาเป็นเรื่องง่าย Windows Live Photo Gallery จะต่อภาพเหล่านั้นให้โดยอัตโนมัติ รูปถ่ายจะถูกต่อเข้าด้วยกันรวมเป็นหนึ่งภาพ สามารถครอบตัดรูปถ่าย ปรับเปลี่ยนตามที่ต้องการและบันทึกรูปถ่ายนั้น

4.2. การใช้การทาภาพโมเสก ใช้การทาภาพโมเสกใน Windows Live Photo Gallery เพื่อรวมส่วนที่ดีที่สุดของรูปถ่ายตั้งแต่สองรูปขึ้นไปเป็นหนึ่งภาพ คุณสมบัตินี้จะช่วยปรับรูปถ่าย เช่น การถ่ายภาพหมู่ เมื่อภาพบุคคลหนึ่งอาจดูดีกว่าในอีกรูปหนึ่ง

4.2.1. หากต้องการสร้างภาพโมเสก ให้เริ่มด้วยรูปถ่ายที่ถ่ายในฉากและมุมเดียวกัน

4.2.2. เมื่อต้องการใช้ภาพโมเสก

 เลือกรูปถ่ายที่ต้องการทาเป็นภาพโมเสก บนแท็บ สร้าง ในกลุ่ม เครื่องมือ ให้คลิก การทาภาพโมเสก

 คลิกส่วนของภาพที่ต้องการแทนที่ ลากจุดใดจุดหนึ่งเพื่อปรับขนาดของพื้นที่

 คลิกรูปถ่ายที่จะนามาแทนที่ที่ชอบมากที่สุด แล้วคลิก บันทึก

4.3. การใช้ชุดรูปแบบสาหรับภาพสไลด์ เพิ่มชุดรูปแบบลงในภาพสไลด์ใน Windows Live Photo Gallery เพื่อสร้างรูปลักษณ์และความรู้สึกที่แตกต่าง เมื่อต้องการสร้างภาพสไลด์และเพิ่มชุดรูปแบบ

4.3.1. เลือกรูปถ่ายที่ต้องการใช้ในภาพสไลด์จากแกลเลอรี

4.3.2. บนแท็บ หน้าแรก ให้คลิก การแสดงภาพนิ่ง แล้วเลือกชุดรูปแบบ

 images

5. แบ่งปันรูปถ่ายและวิดีโอ ประกาศรูปถ่ายบน SkyDrive สร้างภาพสไลด์ออนไลน์ และอีเมลรูปถ่ายและวิดีโอถึงเพื่อน Photo Gallery ยังช่วยให้ประกาศรูปถ่ายและวิดีโอออนไลน์ไปยังเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Facebook และ Flickr

5.1. การแบ่งปันรูปถ่ายและวิดีโอทางออนไลน์ Windows Live Photo Gallery ให้แบ่งปันรูปถ่ายและวิดีโอโดยการประกาศไปยังไซต์ เช่น SkyDrive, Facebook และ YouTube ได้ เมื่อแบ่งปันรูปถ่ายและวิดีโอทางออนไลน์แล้ว จะสามารถใช้งานรูปถ่ายและวิดีโอเหล่านั้นได้จากทุกที่ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

5.2. เมื่อต้องการอัปโหลดรูปถ่ายและวิดีโอไปยังไซต์เครือข่ายการติดต่อ

 เลือกรูปถ่ายและวิดีโอที่ต้องการแบ่งปันจากแกลเลอรี

 บนแท็บ หน้าแรก ในกลุ่ม ใช้ร่วมกัน ให้เลือกบริการที่ต้องการใช้ แล้วทาตามคาแนะนาที่ปรากฏบนหน้าจอ

 เมื่อต้องการเพิ่มบริการที่ไม่อยู่ในรายการในกลุ่ม ใช้ร่วมกัน ให้คลิก เพิ่มปลั๊กอิน แล้วทาตามคาแนะนาที่ปรากฏบนหน้าจอ

(5.) Microsoft Robotics Studio

เริ่มต้นโดยการเรียกโปรแกรม Visual Programming Language ขึ้นมา

ขั้นตอนที่ 1: เพิ่ม IRobot Create

ค้นหา  IRobot ใน Services Panel แล้วเพิ่มเซอร์วิส IRobot Create/Roomba เข้าไปในไดอะแกรมของคุณ ถ้าหากต้องการใช้  Wall  Sensor  ของ  IRobot  คุณจำเป็นต้องมี  IRobot Create/Roomba หรือ Robot Create ในไดอะแกรมของคุณ

ขั้นตอนที่ 2: ดึงสัญญาณ Wall Signal

เพิ่มกรอบ Calculate จาก Basic  Activities Panel แล้วเชื่อมต่อเอาท์พุดกลมๆของ IRobotCreateRoomba เข้าหาระบบเชื่อมต่อของ Calculate  คุณคงจำได้ว่าเอาท์พุดกลมๆใน VPL ใช้สำหรับการแจ้งเตือน  การเชื่อมต่อเข้าหาเอาท์พุดกลมๆของ IRobotCreateRoomba ช่วยให้คุณสามารถกำหนดให้การแจ้งเตือนมาจากเซนเซอร์ดังกล่าว เมื่อคุณทำการเชื่อมต่อ  กรอบถามตอบจะปรากฏขึ้นมา  ให้คุณตรวจดูในกรอบถามตอบว่ามีตัวเลือกอะไรบ้าง เราต้องการได้รับข้อมูลอัพเดตของ Wall Signal ทางเลือกแบบหนึ่งก็คือใช้ UpdateBumpsCliffsAndWalls ให้คุณเลือกรายการนี้  วางเคอร์เซอร์ที่กรอบ  Calculate ดรอปดาวน์เมนูของค่าที่มีเลือกให้น่าจะโผล่ขึ้นมา รวมทั้งค่าอัพเดตของ Wall ด้วย อย่างที่แสดงเอาไว้ในภาพด้านล่าง

images

ถ้าหากคุณเลื่อนเม้าส์ไปอยู่เหนือตัวแปร  Wall ในดรอปดาวน์เมนู คุณจะพบว่าตัวแปรนี้เป็นประเภท Boolean นี่เป็นค่าเซนเซอร์ Wall ที่เป็นBoolean ไม่ใช่ค่า Wall Signal ที่เป็นเลขจำนวนเต็มอย่างที่เราต้องการ เราจะได้ค่า Wall Signal จาก UpdateCliffDetails คลิกเม้าส์ปุ่มขวาที่การเชื่อมต่อระหว่าง  IRobotCreateRoomba  และ  Calculate เลือก Connections จากเมนูที่โผล่ขึ้นมา ในตอนนี้คุณสามารถเลือก UpdateCliffDetails แทนที่จะเป็น UpdateBumpsCliffsAndWalls  ได้แล้ว จากนั้นเมื่อคุณเลื่อนเคอร์เซอร์ไปยังกรอบ Calculate  คุณจะพบว่า WallSignal เป็นข้อมูลประเภท int ในดรอปดาวน์เมนู เลือกตัวแปรประเภทนี้แล้วใส่ข้อความว่า WallSignal ไดอะแกรมของคุณควรมีหน้าตาแบบนี้

images (1)

Wall Signal: ไดอะแกรมนี้มีข้อมูลอัพเกรดของ WallSignal

  ขั้นตอนที่ 3: กำหนด manifest สำหรับ Create และทำการเชื่อมต่อเข้าหาหุ่นยนต์

ดับเบิลคลิกที่  IRobotCreateRoomba จากนั้นในรายการดรอปดาวน์ Set Configuration ให้เลือกหัวข้อ Use a manifest คุณจะเห็นตัวเลือกอื่นๆอีก คลิกที่ ImportManifest จากนั้นเลือก IRobot.Nanifest.xml เมื่อไดอะแกรมเริ่มทำงาน  ในตอนนี้เซอร์วิส  IRobot  ก็จะเริ่มต้นทำงานด้วย  เมื่อคุณทำเสร็จแล้ว ในตอนนี้ได้เวลาที่คุณจะเชื่อมต่อหุ่นยนต์เข้าหาคอมพิวเตอร์ได้แล้ว แบบฝึกหัดในช่วงแรกๆมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเซ็ตอัพหุ่นยนต์บอกเอาไว้แล้ว

ขั้นตอนที่ 4: ตรวจสอบสัญญาณ Wall Signall ผ่านทางเว็บอินเทอร์เฟซ

เริ่มต้นโดยการ สั่งงานไดอะแกรม เว็บอินเทอร์เฟซสำหรับการเชื่อมต่อกับหุ่นยนต์จะปรากฏขึ้นมา ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพอร์ตและวิธีการเชื่อมต่อรวมทั้งตัวแปรอื่นๆถูกต้องแล้ว จากนั้นกดปุ่ม connect ในตอนนี้คุณสามารถทดลอง WallSignall  ได้แล้ว  ให้เริ่มต้นโดยการถอยหุ่นยนต์ออกมาจากกำแพง  กดปุ่ม refresh ของบราวเซอร์ เลื่อนจอลงเพื่อดูค่าทั้งหมดที่อ่านได้จากเซนเซอร์ หมายเหตุค่าของ Wall Signal ควรที่จะเป็นศูนย์ จากนั้นยกหุ่นยนต์ขึ้นแล้ววางเซนเซอร์ห่างจากกำแพงหนึ่งนิ้ว  กดปุ่ม  refresh อีกครั้ง เพื่อดูค่าของ Wall Signal ค่าควรจะสูงกว่าเดิม ให้คุณลองทดสอบแบบนี้ไปเรื่อยๆเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับระยะของค่าที่ได้

สิ่งที่คุณตรวจสอบ

·       เซนเซอร์ต้องอยู่ใกล้กับกำแพงขนาดไหน ค่าที่อ่านได้จึงจะไม่เป็นศูนย์?

·       ถ้าหากหุ่นยนต์หันหน้าเข้าหากำแพง ค่าของ Wall Signal จะเป็นเท่าไหร่?

·       ถ้าหากเซนเซอร์อยู่ทางขวาของกำแพง ค่าของ Wall Signal จะเป็นเท่าไหร่?

·       สีของกำแพงมีผลกระทบมากหรือไม่?

·       ค่า Wall Signal ที่หุ่นยนต์อ่านได้จากวัตถุทรงกลมเป็นอย่างไร?

ถ้าหากคุณไม่มีกำแพง คุณสามารถวางวัตถุเอาไว้ตรงหน้าของเซนเซอร์แทนก็ได้

ขั้นตอนที่ 5: เพิ่มตรรกะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าจนกว่าจะเจอกำแพง

จากพาแนล  Activities ให้คุณเพิ่ม  If Statement ให้ไดอะแกรมเชื่อมต่อเอาท์พุดของ Calculate เข้าหาอินพุดของ  If ทำให้เงื่อนไขของ If มีค่ามากกว่า 5 หรือตัวเลขจำนวนเต็มอื่นๆที่คุณเลือก เรื่องนี้จะทำให้เงื่อนไขการตรวจสอบเป็นจริงถ้าหาก WallSignal มีค่ามากกว่า 5 จากพาแนล  Servies  ให้เพิ่ม GenericDifferentialDrive ลงไป เชื่อมต่อเงื่อนไขของ If เข้าหาระบบขับเคลื่อนนี้แล้วเลือก  SetDrivePower เลือกกาเครื่องหมายหน้าข้อ Edit values directly ที่อยู่มุมล่างซ้าย (ดูภาพด้านล่าง) จากนั้นกรอกค่าพลังงานของล้อซ้ายและขวาเป็น 0.1 วิธีการนี้จะทำให้หุ่นยนต์ถอยหลังได้

ในตอนนี้ไดอะแกรมของเราจะบอกให้หุ่นยนต์ถอยหลังถ้าหาก  WallSignal มีค่ามากกว่า 5 ถ้าหากไม่เป็นอย่างนั้นก็ให้หุ่นยนต์เดินหน้า เราต้องการใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ differential drive เหมือนเดิม (ไม่ใช่เซอร์วิสอิสระอันใหม่)  วิธีการอย่างหนึ่งที่จะทำได้ก็คือเลือก  GenericDifferentialDrive ที่มีอยู่แล้วในไดอะแกรมของเรา กด Ctrl-C แล้วกด Ctrl-V เพื่อทำการตัดแปะก็อปปี้ [หมายเหตุ:ถ้าหากเราเลือกระบบขับเคลื่อนที่ก็อปปี้มา แล้วเข้าไปใน properties ที่อยู่ด้านล่างขวาของช่อง เราจะพบฟิลด์ชื่อ  ซึ่งชื่อจะตั้งเอาไว้ว่า GenericDifferentialDrive ถ้าหากคุณเปลี่ยนชื่อเป็นอย่างอื่น อาทิ MyDrive กรอบ GenericDifferentialDrive ทั้งสองอันจะถูกอัพเดตพร้อมกัน] เชื่อมต่อกรอบ   GenericDifferentialDrive  อันที่สองเข้าหาแต่ละล้อแล้วเลือก  SetDrivePower  ส่วนใน Data Connection ให้กาเครื่องหมายหน้าข้อ Edit values directly ตัวกำหนดพลังงานให้ล้อซ้ายและขวาเป็น 0.1 วิธีการนี้จะทำให้หุ่นยนต์เดินหน้าได้ ไดอะแกรมของคุณควรมีหน้าตาเหมือนด้านล่างนี้

เราสามารถทำให้ไดอะแกรมเรียบง่ายมากขึ้นโดยการลบกรอบ Calculate ทิ้ง ไป การที่จะทำอย่างนี้ไปพร้อมๆกับทำการเปลี่ยนแปลงไดอะแกรมปัจจุบันให้น้อยที่ สุด ให้คุณเริ่มต้นจากการคลิกที่การเชื่อมต่อระหว่าง Calculate กับคำสั่ง If แล้วกด delete ในตอนนี้เราจะทำการยกเลิกการเชื่อมต่อของ Calculate  ออกจาก IRobotCreateRoomba  แล้วย้ายปลายการเชื่อมต่อไปอยู่ที่  If วิธีการก็คือเลือกการเชื่อมต่อระหว่างทั้งสองบล็อก จากนั้นลากปลายการเชื่อมต่อของ Calcutate  ย้ายไปยังคำสั่ง If วิธีการนี้จะช่วยให้เราเชื่อมต่อ IRobotCreateRoomba ไปยัง If ได้โดยที่ไม่ต้องเลือกการแจ้งเตือน UpdateCliffDetail ใหม่ ในตอนนี้เปลี่ยนค่าใน If ไปเป็น WallSignal จากนั้นงานของเราก็จบแล้ว

ในตอนนี้เราจำเป็นต้องกำหนด  manifest  สำหรับ  GenericDiferentialDrive คลิกเม้าส์สองครั้งที่กรอบใดกรอบหนึ่ง  (ไม่สำคัญว่าเลือกกรอบไหน  เนื่องจากมันอ้างอิงระบบขับเคลื่อนชุดเดียวกัน) เลือก Use a Manifest แล้วทำการอิมพอร์ต IRobot.Drive.Manifest.xml เข้ามา

ขั้นตอนที่ 6: สั่งงานโปรแกรมพร้อมกับดึงค่าจากเซนเซอร์

ในตอนนี้ได้เวลาสั่งงานโปรแกรมของคุณแล้ว เมื่อระบบโหลดเว็บอินเทอร์เซฟขึ้นมา ลองสังเกตว่าช่วงเวลาในการดึงข้อมูลได้ตั้งเอาไว้ที่  201 มิลลิวินาทีโดยอัตโนมัติ ในตอนนี้คุณสามารถปล่อยค่าเอาไว้แบบนั้นได้ ช่วงเวลาดึงข้อมูลกำหนดความถี่ที่ Create ใช้ตรวจสอบเซนเซอร์และส่งการแจ้งเตือน ซึ่งในบางกรณีตัวเลขนี้น่าจะเพียงพอสำหรับการดึงข้อมูลมาจากเซนเซอร์แล้ว     แต่ ในบางกรณีเราอาจจำเป็นต้องดึงค่าอัพเดททุกครั้งที่ค่าที่อ่านได้จากเซนเซอร์ มีการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่นถ้าหากเราดึงข้อมูลมาจากเซนเซอร์ bumper เราอาจจะพลาดตอนที่มีการชนกันเกิดขึ้นได้ เมื่อคุณสั่งงานหุ่นยนต์จงจำเอาไว้ว่าเซนเซอร์อยู่ทางด้านขวาของ  Create  ดังนั้นคุณควรวางตำแหน่งของ Create ให้ด้านขวาหันเข้าหากำแพงก่อนที่คุณจะเริ่มต้นการทำงานของโปรแกรม  เพื่อที่มันจะมีโอกาสเจอกำแพงได้ดีกว่า หวังว่าคุณคงเห็น Create เดินเข้าหากำแพง ถอยหลัง แล้วเดินเข้าหากำแพงอีกอย่างต่อเนื่อง

ขั้นตอนที่ 7: ใช้ Manifest Editor เพื่อปรับแต่งให้ Create รับการแจ้งเตือนจากเซนเซอร์

ในตอนนี้เราจะเรียนรู้วิธีการใช้  Manifest  Editor  เพื่อรับการแจ้งเตือนจาก Create แทนที่จะดึงมาจากเซนเซอร์ ใน  VPL  ก่อนหน้านี้  คุณสั่งงานโปรแกรมโดยการเลือก manifest ของ GenericDifferentialDrive โดยที่ manifest  ก็คือไฟล์  XML ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเซอร์วิสที่เกี่ยวข้องกับการสั่งงานระบบขับเคลื่อน ในขณะที่ Manifest Editor ใช้ ในการปรับแต่งเซอร์วิสเหล่านี้ กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเซอร์วิส เพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างเซอร์วิสอันใหม่ลงไป และอื่นๆอีกมาก ซึ่งในขั้นตอนนี้คุณจะศึกษาการใช้ Manifest Editor เพื่อปรับแต่งเซอร์วิส จากเมนู  Start เปิด Microsoft Dss Manifest Editor จากนั้นในเมนู File เลือก Open แล้วเลื่อนไปหาไดเรกทอรี  Samples\Config จากนั้นเลือก iRobot.Drive.manifest คลิกที่เซอร์วิส irobot เพื่อที่ระบบจะได้แสดง properties ของมันในช่องทางด้านขวา

images

Manifest Editor: Manifest Editor ปัจจุบันควรมีหน้าตาแบบนี้

       ในตอนนี้เราจะทำการปรับแต่งเซอร์วิส    IRobot    เราจะเริ่มต้นโดยการเปลี่ยนชื่อ    property   ไปเป็น IRobotWallNotify ขั้นต่อมาเปลี่ยนชื่อของหุ่นยนต์ ซึ่งเราจะเรียกหุ่นยนต์ของเราว่า MyRobot ตรวจสอบให้แน่ใจว่าปรับแต่ง   SerialPort   ให้เหมาะสมกับระบของคุณแล้ว   นั่นก็คือ   BaudRate   เท่ากับ  57600  และ IRobotModel กำหนดเป็น Create ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ได้มีการกาเครื่องหมายหน้าข้อ WaitForConnect ถ้าหากคุณกาหน้าข้อนี้   และเมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มสั่งงานโปรแกรม  มันจะโหลดเข้าไปในเว็บอินเทอร์เฟซและรอให้ผู้ใช้กดปุ่ม  Connect  เสีย ก่อน ถ้าหากไม่ได้กาหน้าข้อนี้ หุ่นยนต์จะทำการเชื่อมต่อโดยอัตโนมัติเมื่อตัวแปรทั้งหมดถูกต้อง แต่ถ้าหากมีปัญหา เว็บอินเทอร์เซจึงจะโหลดขึ้นมา ถ้าหากต้องการปิดการส่งข้อมูลมาจากเซนเซอร์ให้คุณกำหนด  PollingInterval  เป็น  -1  ในตอนนี้เราจำเป็นต้องกำหนดว่าข้อมูลอัพเดตจากเซนเซอร์ตัวใดที่เราต้องการได้รับ  (มิฉะนั้นแล้วเราจะไม่ได้รับข้อมูลใดๆเลย) คลิกที่เครื่องหมาย  +  ที่อยู่ข้างๆ CreateNotifications ขั้นตอนนี้จะเพิ่มดรอปดาวน์เมนูเข้ามา การที่เราสนใจข้อมูลของ  WallSignal  ดังนั้นในดรอปดาวน์เมนูให้เลือก AllCliffDetail ในตอนนี้เท่ากับเราปรับแต่งเซอร์วิสเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เราต้องการที่จะเซฟการเซ็ตอัพ  manifest  อันใหม่นี้ไว้  แต่เราไม่ต้องการให้ไปทับ manifest ระบบขับเคลื่อนของ  iRobot  ที่มีอยู่เดิม ดังนั้นให้คุณเข้าไปในเมนู File แล้วเลือก Save As แล้วเซฟ manifest อันใหม่เป็น iRobot.Drive.WallNotify.manifest.xml  ในไดเรกทอรีใหม่ที่ชื่อ  samples\config งั้นตอนนี้จะสร้างไดเรกทอรีใหม่ขึ้นมาโดยมีไฟล์ทั้งหมดที่คุณต้องการเก็บเอาไว้  ถ้าหากคุณเข้าไปในไดเรกทอรีนี้  คุณจะเห็นไฟล์กลุ่มหนึ่ง ไฟล์  irobot.config.xml  มีข้อมูลตัวแปรของ  IRobot  ที่คุณเพิ่งกำหนดเอาไว้  ส่วนไฟล์ iRobot.Drive.WallNotify.manifest.xml เป็นไฟล์ manifest อันใหม่ที่คุณเพิ่มสร้างขึ้นมา ในตอนนี้คุณสามารถเลือกไฟล์   manifest   นี้ได้ใน   VPL   แล้ว  ให้คุณเลื่อนไดเรกทอรีขึ้นไปหนึ่งระดับไปยัง sample\config ซึ่งในไดเรกทอรีนี้มีไฟล์ชื่อ irobot.config.xml อยู่ ถ้าหากคุณเปิดไฟล์ดังกล่าว คุณจะพบว่ามันเป็นตัวแปรดั้งเดิมโดยมี PollingInterval มีค่าเป็น 201

ขั้นตอนที่ 8: ลองสั่งงานไดอะแกรมร่วมกับระบบแจ้งเตือนของเซนเซอร์

ก่อนอื่นกำหนดให้  GenericDifferentialDrive ใช้ manifest ชื่อ iRobot.Drive.WallNotify ที่เราเพิ่งทำขึ้นมา  เมื่อคุณแก้ไข  manifest นี้ คุณคงจำได้ว่าคุณได้ปรับแต่งเซอร์วิส iRobot ผ่านทาง drive manifest โดยที่     drive     manifest     ที่เราใช้อยู่นี้ที่จริงเป็นตัวเริ่มต้นเซอร์วิส    iRobot    ในตอนนี้เรามี iRobotCreateRoomba    ที่เริ่มทำงานเป็นเซอร์วิส    iRobot   แยกต่างหาก   วิธีการแก้ปัญหาเรื่องนี้คลิกที่ iRobotCreateRoomba  จากนั้นในช่อง  Properties  ให้เลือก  IRobotWallNotify  ใน  manifest ชื่อ IRobot.Drive.WallNotify  จากดรอปดาวน์เมนูของ  Manifest ในตอนนี้ iRobotCreateRoomba ถูกกำหนดให้ใช้เซอร์วิส iRobot เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนแล้ว สั่งงานโปรแกรม:  ปล่อยให้โปรแกรมทำงานไประยะหนึ่ง  เรื่องแรกที่คุณจะสังเกตก็คือหุ่นยนต์จะเริ่มทำงานได้โดยที่คุณไม่ต้องกดปุ่ม  connect ในตอนนี้ให้คุณลองสังเกตว่าหุ่นยนต์มีพฤติกรรมแตกต่างออกไปอย่างไรเมื่อเทียบกับตอนที่มีการดึงสัญญาณจากเซนเซอร์ คุณน่าจะสังเกตปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นกับพฤติกรรมของหุ่นยนต์เช่นกัน  คุณอาจจะสังเกตเห็นว่าหุ่นยนต์สลับพฤติกรรมสองชนิดอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้เกิดขึ้นเนื่องจากเราได้รับข้อมูลอัพเดตจากเซนเซอร์บ่อยครั้ง มากกว่าตอนที่ตั้งช่วงเวลาเป็น 201 มิลิลิวินาที (ช่วงเวลาดึงข้อมูลปกติ) ที่จิรงแล้วเป็นไปได้ว่าเซนเซอร์จะส่งการแจ้งเตือนเร็วกว่าที่โปรแกรมของคุณจะรับมือไหว ถ้าหากคุณสังเกตเห็น  Create  วิ่งเข้าหากำแพง น่าจะเป็นเพราะระบบแจ้งเตือนของเซนเซอร์ใช้ข้อมูลย้อนหลังอยู่ โดยทุกครั้งที่เราได้รับการแจ้งเตือนจากเซนเซอร์  เราจะส่งคำสั่งไปยังระบบขับเคลื่อน  differential  drive ของหุ่นยนต์  ถ้าหากขั้นตอนนี้ช้ากว่าอัตราการแจ้งเตือนอันใหม่ที่มาถึง ข้อมูลแจ้งเตือนจะถูกเก็บเอาไว้ จนส่งผลทำให้ Create ทำงานโดยใช้ข้อมูลเก่า วิธีการนี้จะทำให้ Create วิ่งเข้าไปหากำแพง ในขั้นตอนต่อไปเราจะศึกษาวิธีการไม่สนใจการแจ้งเตือนบางอย่างของเซนเซอร์     เพื่อที่เราจะได้ไม่เจอปัญหาข้อมูลตกค้าง

ขั้นตอนที่ 9: การใช้ timer เพื่อไม่สนใจข้อมูลแจ้งเตือนบางอย่าง

เป้าหมายของเราก็คือการสร้าง   timer  ที่ทำงานเป็นระยะๆ และเพิ่มตัวเลขที่มีอยู่  เมื่อใดก็ตามที่มีการอัพเดตบนเซอร์วิส  จะ มีการตรวจสอบตัวเลขที่เก็บไว้ก็ ถ้าหากตัวเลขเพิ่มขึ้นถึงระดับที่กำหนด เราจะประมวลผลข้อมูลอัพเดตที่ได้จากเซนเซอร์ แล้วตั้งค่าตัวเลขใหม่ ส่วนในช่วงเวลา

ขั้นตอนที่ 4: สร้างกิจกรรมแยกต่างหากเพื่อคำนวณตำแหน่งปัจจุบันของหุ่นยนต์

เราสามารถใส่ส่วนของการทำงานที่ใช้คำนวณตำแหน่งปัจจุบันของหุ่นยนต์ไปไว้ในกิจกรรมอีกชนิดหนึ่งได้    อินพุดของกิจกรรมนี้จะเก็บตำแหน่งก่อนหน้านี้  (X,Y)  สำหรับหุ่นยนต์เอาไว้  หุ่นยนต์กำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางไหน และระยะทางเป็นเมตร เพิ่มกรอบ Activity ให้แก่การทำงานแล้วตั้งชื่อว่า CalcCurrentPosition คลิกเม้าส์สองครั้งที่กิจกรรมนี้เพื่อทำการแก้ไข  เราจำเป็นต้องเพิ่มตัวแปรอินพุดแบบ  double ต่อไปนี้ลงไปด้วย XPrev, YPrev, CurrentHeading และ DistanceMoved และตัวแปรเอาท์พุดประเภท double ที่ชื่อ XNew และ YNew

  วิธีการคำนวณตำแหน่งปัจจุบันของหุ่นยนต์ใช้การคำนวณเรขาคณิตแบบง่ายๆ  การคำนวณจะแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละควอแดรนต์   โดยที่ไดอะแกรมด้านล่างแสดงตัวอย่างการคำนวณของควอแดรนต์ที่สอง  ตัวอย่างเช่นเมื่อค้นหาปัจจุบันของหุ่นยนต์มากกว่าหรือเท่ากับ  90  องศา แต่น้อยกว่า 180 องศา ระยะทาง h ที่อยู่ในไดอะแกรมสอดคล้องกับอินพุด DistanceMoved ใน Activity ของเรา คุณควรใช้เวลาศึกษาว่าจะคำนวณ XNew และ YNew ในกรณีอื่นๆว่าทำได้อย่างไร

เราจะช่วยคุณเริ่มต้นโดยการเขียนโค้ด  VPL  ที่ใช้ในการคำนวณให้ดู  คุณจำเป็นต้องใช้ค่าอินพุดหลายครั้ง ดังนั้นคุณควรเก็บค่าเอาไว้เป็นตัวแปร  อินพุดเป็นค่า,  label, pair และสามารถเรียกใช้ได้โดยการเชื่อมต่อไปยังสี่เหลี่ยมที่อยู่ด้านซ้ายของการทำงาน  เราต้องการกำหนดค่าอินพุดแต่ละอันให้ตัวแปร วิธีการแยกค่าอินพุดตัวใดตัวหนึ่งออกมาให้เชื่อมต่อสี่เหลี่ยมไปยังกรอบคำนวณ  จากนั้นพิมพ์  label/name  ของอินพุดที่ต้องการ  ทำแบบนี้ซ้ำกับอินพุดแต่ละอัน จากนั้นกำหนดค่าที่ได้จากการคำนวณให้ตัวแปรจนกว่าไดอะแกรมของคุณจะมีหน้าตาแบบนี้

หลังจากที่ทำการกำหนดค่าต่างๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว  คุณสามารถใช้บล็อก  If เพื่อทบทวนดูว่า Heading อยู่ในควอแดรนท์ใด  เพื่อที่คุณจะสามารถทำการคำนวณได้  วิธีการก็คือเพิ่ม join เพื่อรวม data flow จากตัวแปรแต่ละตัว แล้วทำให้กลายเป็นอินพุดของบล็อก If

ในตอนนี้ในแต่ละ  branch  ของตำแหน่ง If ให้คุณพยายามเขียนโค้ด VPL เพื่อคำนวณ XNew และ YNew และกำหนดค่าให้ตัวแปรเหล่านี้  จากนั้นใช้  merge เพื่อรวมเอา control จาก branch ทุกอันในคำสั่ง If เข้าด้วยกัน หลังจากที่คุณทำเสร็จแล้ว เชื่อมโยงเอาท์พุดของ merge ไปหาสี่เหลี่ยมผลลัพธ์ของการทำงาน คุณจำเป็นต้องแก้ไขค่าที่ส่งมาเป็นผลลัพธ์ด้วย  คุณควรส่งค่า  state.XNew  และ  state.YNew  เข้าไปเป็นวิธีการคำนวณ sine และ cosine  คุณสามารถใช้  MathFunctions ได้ หมายเหตุ Sine และ Cosine ต้องการอินพุดเป็นตัวเลขของมุม ดังนั้นคุณต้องใช้ฟังก์ชันนี้เพื่อแปลงองศาเป็นมุมด้วย  คุณควรลองพยายามเขียนโค้ด  VPL ขึ้นมาเองก่อนดูหน้าจออันถัดไป วิธีการนี้จะช่วยให้คุณเรียนรู้ได้ดีขึ้น

ไดอะแกรมสุดท้ายของ  CalculateCurrPostion อยู่ด้านล่าง ถ้าหากคุณต้องการดูว่ามีค่าอะไรที่ถูกส่งผ่านไปยังตัวเชื่อมบ้าง  คุณสามารถเปิดไฟล์  .mvpl  ในแบบฝึกหัดนี้แล้วตรวจสอบโค้ดดูได้ ไดอะแกรมนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ถ้าหากทำได้ คุณควรแยกแต่ละส่วนของเงื่อนไข If ไปเป็นกิจกรรมแยกต่างหาก

ขั้นตอนที่ 5: เพิ่มกิจกรรมแยกต่างเพื่อทบทวนว่าหุ่นยนต์ไปถึงเป้าหมายแล้วหรือยัง

ย้อนกลับไปหาการทำงาน  UpdatePosEvalDone  ของกิจกรรม CompleHelper ในตอนนี้เราจะสร้างกิจกรรมตัวช่วยอีกชนิดหนึ่งขึ้นมา    เราต้องการให้กิจกรรมนี้ทำการทบทวนว่าหุ่นยนต์ไปถึงเป้าหมายแล้วหรือยัง   (ภายใต้ขอบเขตความผิดพลาดที่ยอมรับได้) อินพุดของกิจกรรมนี้จะเป็นตำแหน่ง X และ Y ปัจจุบันของหุ่นยนต์และตำแหน่ง X และ Y เป้าหมาย ส่วนเอาท์พุดจะเป็นค่าBooleanเพื่อระบุว่าถึงเป้าหมายแล้วหรือยัง

เพิ่มกิจกรรมใหม่ลงไปในไดอะแกรมแล้วตั้งชื่อว่า  EvalAtGoal  คลิกเม้าส์สองครั้งที่กรอบกิจกรรมเพื่อทำการแก้ไข คุณจำเป็นต้องเพิ่มอินพุดและเอาท์พุดด้วย เหมือนกับหน้าจอด้านล่าง

ขั้นตอนที่ 6: จบทำงาน UpdatePositionEvalDon ในกิจกรรม CompleteHelper

ในตอนนี้หลังจากที่คุณเขียนกิจกรรมตัวช่วยสองชนิดเสร็จแล้ว  นั่นหมายความว่าการทำงาน UpdatePositionEvalPower ในกิจกรรม CompleteHelper เสร็จแล้ว คุณคงจำได้ว่าอินพุดของกิจกรรมนี้ก็คือค่า  Distance  จากเซนเซอร์  Pose ของหุ่นยนต์ Create โดยที่เซนเซอร์ iRobot  ของ MSRS ใช้ข้อมูลที่ได้มาจาก Create นี้เพื่อตรวจสอบว่า Create เดินทางไปไกลกี่มิลลิเมตรแล้ว ถ้า

หากคุณอ่านคู่มือของ  Create  คุณอาจคิดว่าทุกครั้งที่คุณใช้การทำงาน GetSensors ค่านี้จะถูกรีเซ็ทใหม่ อย่างไรก็ตามเซอร์วิส   iRobot   ไม่ได้รีเซ็ทค่าทุกครั้งที่คุณเรียกใช้   แต่มันจะปล่อยให้ค่าสะสมไปเรื่อยๆ  ดังนั้นค่าอินพุด PoseDistance นี้จึงเป็นตัวแทนของการที่หุ่นยนต์เดินทางไปได้ไกลเท่าไหร่หลังจากที่เริ่มต้นสั่งงานโปรแกรม

เรื่องแรกที่เราต้องทำก็คือการแปลง PoseDistance ไป เป็นเมตร เนื่องจากเราใช้หน่วยเมตรเป็นโคออดิเนต เราจำเป็นต้องคำนวณว่าหุ่นยนต์ไปได้ไกลขนาดไหนเมื่อเทียบกับการบันทึก ตำแหน่งครั้งสุดท้าย เราสามารถทำได้โดยใช้ตัวแปรที่เราตั้งค่าเริ่มต้นเอาไว้ก่อนหน้านี้อย่าง OldDistance Travelled นั่นเอง

ขั้นตอนที่ 12: จบการทำงาน GoToGoal

ในตอนนี้เราสร้างกิจกรรม  CalculateGoalRotation เสร็จแล้ว การเขียนโค้ด GoToGoal จึงกลายเป็นเรื่องที่ง่ายมาก     เราเพียงแค่บันทึก    state.CurrentRotation    ในตัวแปรสภาพ    OldRotation    ใช้ CalculateGoalRotation        เพื่อคำนวณการหมุนสำหรับขับเคลื่อนหุ่นยนต์ต่อไป       จัดเก็บค่าเอาไว้ใน CurrentRotation อันใหม่ จากนั้นใช้กิจกรรม DriveOnDirectioin

ลองสังเกตว่าเราสามารถทำให้ไดอะแกรมของ  GoToGoal  เรียบง่ายได้โดยใช้กิจกรรมต่างๆ ในตอนนี้คุณได้เขียนการทำงานสามชนิดให้แก่กิจกรรม    CompeteHelper    แล้ว    ซึ่งประกอบด้วย    UpdatePosEvalDone, AvoidObstacle  และ  GoToGoal  ซึ่งถือว่าคุณจบการเขียนโค้ดของกิจกรรม  CompeteHelper แล้ว ที่จริงคุณเขียนโค้ดตัวช่วยมากพอที่จะย้อนกลับไปยังไดอะแกรมหลักเพื่อรวมโค้ดทั้งหมดเข้าด้วยกันได้แล้ว

ขั้นตอนที่ 13: เพิ่มโค้ดเพื่อตรวจสอบดูว่าหุ่นยนต์ Create พร้อมแล้วหรือยัง

ตอนนี้ในไดอะแกรมหลัก  เราจะเพิ่มโค้ดลงไปเพื่อตรวจสอบดูว่าหุ่นยนต์ Create พร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปหรือยัง หุ่นยนต์  Create มีอยู่หลายโหมด ซึ่งคุณจะศึกษาเรื่องนี้ไดจากคู่มือของมัน ปกติเราจะสั่งให้เซอร์วิส iRobot ทำให้หุ่นยนต์ Create อยู่ในโหมด Full เพื่อให้สามารถควบคุมได้ดีที่สุด  อย่างไรก็ตามในบางครั้งหุ่นยนต์  Create  จะเลิกการทำงานในโหมดนี้ถ้าหากมันตรวจเจอพื้นที่ต่างระดับเป็นต้น ถ้าหากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น   เซอร์วิส  iRobot  จะพยายามเปลี่ยนโหมดกลับมาใหม่  ตอนที่เราปรับแต่งเซอร์วิส iRobot  โดยใช้  manifest editor เราเลือกโหมดเป็น Full หุ่นยนต์พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าต่อ ส่วนเซนเซอร์พร้อมที่จะรับคำสั่งเมื่อเซอร์วิส  iRobot สลับโหมดกลับมาอยู่ในสภาพนี้ได้ ให้คุณเพิ่มโค้ด VPL ต่อไปนี้ลงไปในไดอะแกรม เพื่อทดสอบดูว่าหุ่นยนต์ Create พร้อมแล้วหรือยัง

ขั้นตอนที่ 14: วางแผนสำหรับ control flow

ในตอนนี้เราต้องวางแผนให้  cointrol  flow  สำหรับองค์ประกอบหลักของไดอะแกรมของเรา นี่คือตัวอย่างแนวทางที่เป็นไปได้

       เมื่อ  timer ทำงานเสร็จ: อัพเดตตำแหน่งของหุ่นยนต์ โดยใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์และทบทวนดูว่าหุ่นยนต์ไปถึงเป้าหมายแล้วหรือยัง

       ถ้าหากไปถึงเป้าหมาย หยุดการเคลื่อนที่

       มิฉะนั้นแล้ว แยกแยะว่าควรใช้พฤติกรรมใดเป็นตัวขับเคลื่อนหุ่นยนต์

       ถ้าหาก  WallSignal  >= ค่าที่กำหนดเอาไว้ เราอาจกล่าวได้ว่าขนาดของแรงหลีกเลี่ยงอุปสรรคสูงกว่าแรงไปสู่เป้าหมาย  ดังนั้นเรียก AvoidObstacle ขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนหุ่นยนต์ไปยังทิศทางที่ถูกต้อง จากนั้นกำหนดให้ timer เริ่มทำงานอีกครั้ง

       มิฉะนั้นแล้วพฤติกรรมไปให้ถึงเป้าหมายจะชนะ

       ถ้าหากตอนนี้หุ่นยนต์ไม่ได้มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย  ให้เรียก  GoToGoal ขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนหุ่นยนต์ไปยังทิศทางที่ถูกต้อง แล้วกำหนดให้ time เริ่มต้นทำงานอีกครั้ง

       มิฉะนั้นแล้ว หุ่นยนต์กำลังมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมาย ดังนั้นกำหนดให้ timer เริ่มทำงานอีกครั้ง

ขั้นตอนที่ 15: สร้างไดอะแกรมหลัก

งานแรกที่เราต้องทำก็คือการเพิ่มค่าเริ่มต้นอีกจำนวนหนึ่งลงไป  ถ้าหากดูจากแนวทาง  control  flow  ของเรา การบันทึกพฤติกรรมปัจจุบันของหุ่นยนต์เอาไว้จะเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก               ให้คุณเพิ่มตัวแปรBooleanชื่อ CurrBehaviorGoal  เข้าไปในไดอะแกรมและตั้งค่าเริ่มต้นเป็น false (เนื่องจากหุ่นยนต์จะเริ่มต้นจากการไม่ได้ประมวลผลพฤติกรรมใดเลย)นอกจากนั้นเรายังต้องกำหนดให้  timer  เริ่มต้นทำงานด้วย เราควรทำอย่างนี้หลังจากที่ RobotReady กำหนดให้เป็น true แล้ว ท้ายสุดคุณยังต้องเพิ่มโค้ดต่อไปนี้ลงไปในไดอะแกรมด้วยในตอนนี้คุณก็พร้อมที่จะเริ่มทำงานกับ control flow หลักแล้วเมื่อ  Timer  เริ่มทำงาน  เราต้องการเรียก  GetSensors  ใน  iRobotCreateRoomba ขึ้นมา ให้คุณก็อปปี้ Timer     ที่คุณเพิ่งเซ็ทเอาไว้     แล้วเชื่อมต่อพอร์ตแจ้งเตือน    (ตัวเชื่อมวงกลม)    ไปหาก็อปปี้ของบล็อก iRobotCreateRoomba  การอ่านเซนเซอร์ครั้งแรกที่เราต้องการก็คือระยะทางที่หุ่นยนต์  Create  ได้เคลื่อนที่ไป เราได้ค่าดังกล่าวมาจาก AllPose  อินพุดของ  GetSensors ควรจะเป็นประเภท enumeration ชื่อ CreateSensorPocket.AllPose วิธีการนี้จะบอกให้  GetSensors  ทราบว่าเราต้องการอ่านค่าเซนเซอร์ตัวใด นอกจากนั้นเรายังต้องการ WallSignal ด้วย ให้คุณทำการก็อปปี้บล็อก  iRobotCreateRoomba  แล้วเชื่อมต่อไปหาพอร์ตแจ้งเตือนของ  timer ในครั้งนี้คุณต้องการอินพุดเป็น  CreateSensorPacket.AllCliffDetail  ตอนนี้ถ้าหากคุณเชื่อมต่อ Calculate ไปยังเอาท์พุดของ iRobotCreateRoomba คุณก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการ เราสามารถเชื่อมโยงผลลัพธ์ของคำสั่ง AllPoseGetSensors   ไปยังการทำงาน CompeteHelper   ของ UpdatePositionEvalDone    ได้   วิธีการก็คือเชื่อมต่อ   iRobotCreateRoomba   ที่เหมาะสมไปยังบล็อก CompeteHelper  แล้วเลือกการทำงานนั้น  ส่วนใน  Connection  ให้เลือกข้อ  Get Sensors ที่คืนค่า Pose กลับมา  ส่วนใน Data Connections ให้ทำการส่งผ่านค่า value.Distance จากนั้นกิจกรรม CompeteHelper และจัดการอัพเดตตำแหน่งปัจจุบันและค่าที่ระบุว่าไปถึงเป้าหมายแล้วหรือยัง  ในตอนนี้เชื่อมโยงเอาท์พุดของบล็อก  CompeteHelper ไปยังคำสั่ง If เมื่อเสร็จแล้วเรียก SetDrivePower ใน GenericDifferentialDrive  ท้ายสุดในช่อง  Services  เพิ่ม SimpleDialog แล้วเชื่อมต่อเข้าหาเอาท์พุดของ  GenericDifferentialDrive จากนั้นใน Data Connections ให้ทำการแก้ไขค่าโดยตรง เพื่อที่คุณจะได้แสดงข้อความ “เสร็จแล้ว” ในกรอบได้

ขั้นตอนที่ 16: กำหนด manifest แล้วทดสอบโปรแกรม

ในตอนนี้ให้คุณกำหนด  manifest สำหรับ GenericDifferentialDrive และ iRobotCreateRoomba เราจะไม่ใช้  manifest  แจ้งเตือนที่เราสร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้ แต่เราจะใช้ iRobot.Drive.Maniest.xml แทน เมื่อเปิดการแจ้งเตือน  หุ่นยนต์  Create  จะส่งค่า  Pose ที่มีขนาดเล็กลงกว่าเดิมมากลับมา การเปิดการทำงานของ polling  จะช่วยได้  แต่ระบบ dead-reckoning จะมีความแม่นยำมากกว่า ถ้าหากคุณปิดระบบแจ้งเตือนทั้งหมดที่ส่งเข้ามา   เว็บอินเทอร์เฟซที่โผล่ขึ้นมาจะช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับหุ่นยนต์ได้  คุณสามารถลด  polling  interval เหลือ 50 ms ได้หมายเหตุนี่คือค่าต่ำสุดที่คุณควรใช้ ถ้าหากคุณเชื่อมต่อกับหุ่นยนต์แบบไร้สาย หลังจากที่คุณกำหนด  manifest แล้ว คุณก็จะสามารถทดสอบโปรแกรมได้ คุณควรทดสอบค่า WallSignal ที่กำหนดเอาไว้โดยใช้ตัวเลขต่างๆ รวมทั้งค่า Timer แบบต่างๆด้วย เนื่องจากเซนเซอร์  wall  ของหุ่นยนต์ Create อยู่ทางด้านขวาเท่านั้น หุ่นยนต์ Create จึงอาจชนสิ่งต่างๆได้อยู่ คุณจึงอาจต้องการเขียนโค้ดเพิ่มเพื่อตอบสนองต่อเซนเซอร์ bumper ด้วย

การดีบักโปรแกรม

ไดอะแกรมที่มีขนาดใหญ่แบบนี้อาจมีข้อผิดพลาดเป็นจำนวนมาก  ถ้าหากโค้ดของคุณไม่สามารถทำงานได้อย่างที่ต้องการในครั้งแรก คุณควรตรวจสอบเรื่องต่างๆที่เห็นได้ชัดต่อไปนี้ เรื่องแรกที่ควรตรวจสอบก็คือการส่งผ่านค่าผิดๆโดยไม่ตั้งใจ ค่าเริ่มต้นผิด หรือลิงก์ผิดเป็นต้น ผู้คนมักลืมการกำหนดค่าให้   Data   Connections  วิธีการตรวจสอบก็คือคลิกที่ลิงก์  โดยเฉพาะอย่างนิ่งลิงก์ไปยังสี่เหลี่ยมเอาท์พุดของกิจกรรมต่างๆ   อีกเรื่องหนึ่งที่ควรตรวจสอบก็คือโค้ดของคุณติดตรงไหนหรือไม่ วิธีการที่ดีที่สุดก็คือการใช้คุณสมบัติดีบักเกอร์ นอกจากนั้นดีบักเกอร์ยังช่วยให้คุณเห็นค่าของตัวแปรต่างๆซึ่งมีประโยชน์ สำหรับการค้นหาข้อผิดพลาดด้วยเช่นกัน วิธีการสั่งงานดีบักเกอร์ก็คือคลิกที่ลูกศรแก้ไขที่อยู่ข้างๆลูกศรสั่งงาน  ขั้น ตอนจะเรียกเว็บบราวเซอร์ที่แสดงภาพกราฟิกการทำงานของโค้ดขึ้นมา ดีบักเกอร์เป็นเครื่องมือที่ใช้ง่าย ถ้าหากคุณทดลองใช้เครื่องมือนี้ คุณจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ถ้าหากโค้ดของคุณติด  นั่นอาจเป็นเพราะ  control  flow  อันต่อไปที่ต้องการประมวลผลผูกมัดอยู่กับ  control flow  ปัจจุบัน เราจะศึกษาวิธีการจัดการ control flow แบบ concurrency และแบบ exclusive อย่างละเอียดในแบบฝึกหัดที่ 7 โค้ดของคุณอาจจะติดขัดเพราะเส้นทางบางจุดในกิจกรรมไม่ได้ส่งคืนค่ากลับมาก็เป็นได้

(6.) Kodu

                Kodu Game Lab คือโปรแกรมช่วยเขียนโปรแกรมมิ่งที่ช่วยให้คุณสร้างเกมสามมิติ (3D) ได้เอง แม้จะไม่มีพื้นความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรมเลยก็ตาม Kodu มีไอคอนที่คอยควบคุมคาแรคเตอร์ (Character) และอ็อปเจค (Object) ต่างๆ ด้วยการสั่งให้คาแรคเตอร์แสดงพฤติกรรมออกมาในรูปแบบที่จับต้องได้ คอร์สนี้ออกแบบมาเพื่อให้ครูที่ต้องการนำวิชา Game Design มาใช้กับกิจกรรมในห้องเรียน หลังการอบรม ผู้เรียนจะได้รู้จักกับ Kodu Game Lab และสาธิตให้นักเรียนของตนเองเข้าใจว่าใครๆ ก็สามารถสร้างเกมที่น่าตื่นตาตื่นใจได้  คอร์สนี้ครอบคลุมทักษะที่ต้องใช้ในการออกแบบ สร้างโลกสมมติและเกมด้วย Kodu Game Lab  รวมทั้งสามารถวิเคราะห์หรือติดตามกระบวนการออกแบบ ตลอดจนแนะนำว่าครูผู้สอนสามารถนำ Kodu ไปใช้กับหลักสูตรของโรงเรียนได้อย่างไรด้วย ด้วยความสามารถในการออกแบบและสร้างเกมได้ด้วยตนเอง ผู้เรียนจะสามารถสร้างเกมที่น่าสนใจและมีความดึงดูดผู้เล่นได้ ด้วยการใช้เทคนิคง่ายๆ เพียงไม่กี่ขั้นตอนของโปรแกรมนี้

ประโยชน์ที่จะได้รับจากหลักสูตรนี้

  • ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเขียนโปรแกรมสั่งการให้แก่คาแรคเตอร์และอ็อปเจคได้
  • ช่วยให้ผู้เรียนสร้างโลกสามมิติได้
  • แนะนำองค์ประกอบหลักของการออกแบบเกมได้
  • มอบตัวอย่างของ code ที่มีหลากหลายรูปแบบ
  • มอบตัวอย่าง game play ที่มีหลากหลายรูปแบบ
  • สร้างตัวอย่างการใช้ Kodu Game Lab ในโรงเรียนได้
  • มอบความช่วยเหลือได้ตรงเวลาเพื่อให้ผู้เรียนมั่นใจในการใช้งาน Kodu Game Lab

ขั้นตอนการสร้างเกม (twin-stick shooter) ด้วย Kodu

มาลองสร้างเกมกันครับ เริ่มต้นด้วยการเปิดโปรแกรม Kodu (รูปด้านล่างเป็นเวอร์ชันใหม่กว่าในวีดีโอ) จะเห็นข่าวเกี่ยวกับ Kodu อยู่ทางซ้ายมือ สามารถคลิกอ่านเพิ่มเติมได้

images

ในหน้าแรกของโปรแกรมจะมีเมนูหลัก (Main Menu) มีคำสั่งให้เลือกตามลำดับดังนี้ Resume (กลับไปยังโปรแกรมที่เปิดอยู่), New World (เริ่มต้นสร้างเกมใหม่ตั้งแต่ต้น), Load World (โหลดเกมที่มากับโปรแกรม), Community (โหลดเกมจากกลุ่มที่ทำเกม Kodu), Options (เปลี่ยนแปลงค่าต่างๆ ของเกม Kodu), Help (ขอความช่วยเหลือการใช้ Kodu), Quit Kodu (ออกจากโปรแกรม) เลือก  New World เพื่อเริ่มสร้างเกมใหม่

images (1)

การสร้างเกมโดยทั่วไป จะเริ่มจากสร้างพื้นที่สำหรับเล่นเกมก่อน ซึ่งก็คือพื้นที่สีเขียวที่มีมาให้ตอนเริ่มต้น แต่เราสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ ด้านล่างจะเห็นเมนูไอคอนต่างๆ มากมาย เมนูที่มีกรอบสีเหลืองล้อมไว้ คือเมนูที่เลือกใช้อยู่ในขณะนี้ ถ้าเอาเมาส์ไปวางเหนือไอคอนเหล่านี้ จะเห็นชื่อเมนูด้านล่างเมนูไอคอนรูปมือที่เลือกอยู่นี้ เป็นการบังคับกล้อง (Camera) ให้เคลื่อนที่ในลักษณะ 3 มิติ ถ้าสังเกตุมุมบนซ้าย จะเห็นการใช้งานเมาส์เพื่อบังคับกล้อง (ในวีดีโอจะเป็นการใช้งานด้วยเกมแพด) ถ้าคนที่เคยเล่นเกม 3D มาก่อนก็จะคุ้นเคยเป็นอย่างดี คือใช้การคลิกซ้ายบนเมาส์แล้วลากเข้าออก เพื่อดึงพื้นที่เล่นเกมเข้าออก ลึกเข้าไปในจอ ถ้าคลิกขวาก็สามารถหมุนพื้นที่ในแนวนอนหรือตั้งก็ได้ และถ้าใช้ลูกกลิ้งหมุนขึ้นลง ก็จะเป็นการซูมพื้นที่เล่นเกมเข้าออก โปรแกรม Kodu มีสองโหมด คือโหมดสร้างเกม (Edit Mode) ใช้สร้างพื้นที่เล่นเกม สร้างตัวละคร หรือวัตถุต่างๆ ลงไปในพื้นที่เล่นเกม หรือเขียนโปรแกรมให้ตัวละคร เป็นต้น อีกโหมดคือโหมดเล่นเกม (Play Mode) ซึ่งเข้าสู่โหมดนี้ได้ ด้วยการคลิกลูกศรสามเหลี่ยม (ถัดไปทางซ้ายของไอคอนมือ)

images (2)

เมนูไอคอนใน Kodu เวอร์ชันปัจจุบันอาจต่างไปบ้างจากวีดีโอ ลองมาดูไอคอนถัดๆ ไป ทางขวาของไอคอนมือ ไอคอนแรกคือไอคอนรูปตัว Kodu ใช้สำหรับวางตัวละครหรือวัตถุต่างๆ ลงไปบนพื้นที่เล่นเกม  ถัดไปเป็นไอคอนเส้นทาง (Path) ใช้สำหรับสร้างเส้นทางการเคลื่อนที่ให้กับตัวละคร ถัดไปเป็นไอคอนรูปแปรงทาสี (Brush) ใช้สำหรับสร้างพื้นที่ในการเล่นเกม จากรูปด้านบนจะเห็นไอคอนย่อยอยู่ข้างบนทั้งซ้ายและขวา ซึ่งใช้สำหรับปรับเปลี่ยนชนิดของพื้นผิว (ไอคอนซ้าย) หรือปรับรูปร่างของแปรง (ไอคอนขวา) ไอคอนถัดไปอีกสามไอคอนมีลักษณะคล้ายกัน ใช้สำหรับยกพื้นให้สูงหรือกดพื้นลงลึก หรือปรับให้เรียบ ลองเล่นดูครับ ถัดไปเป็นไอคอนน้ำ สำหรับใส่น้ำไปบนพื้น สามารถยกระดับน้ำได้ด้วย ถัดไปเป็นไอคอนยางลบ เอาไว้ลบตัวละครหรือวัตถุบนพื้นที่เล่นเกม ถัดไปเป็นไอคอนสำหรับตั้งค่าต่างให้กับสิ่งแวดล้อมในเกม

ไอคอนสุดท้ายซ้ายสุด เป็นไอคอนรูปบ้าน ใช้สำหรับทดลองเล่นเกม (Play world) แก้ไขเกม (Edit world) บันทึกเกมที่สร้างมา (Save my world) หรือจะโหลดเกมมาใหม่ (Load world) หรือเริ่มต้นสร้างเกมใหม่ตั้งแต่ต้น (New world) ถ้ามีเครื่องพริ้นเตอร์ก็สามารถพริ้นเอาโค้ดมาดูได้ (Print kode for level) หรือจะกลับไปยังเมนูหลัก (Exit to Main Menu) เมื่อลองดูตัวอย่างการใช้งานปุ่มเมนูต่างๆ แล้ว น่าจะเห็นภาพ และน่าจะทดลองสร้างพื้นที่เล่นเกมตามในวีดีโอได้นะครับ จะเห็นว่าเขาเริ่มจากการสร้างพื้นที่เล่นเกมเป็นวงกลมขนาดใหญ่ก่อน จากนั้นวางตัวละคร (Puck) ลงไป สังเกตุว่า ถ้าใช้เกมแพด จะมี Cursor (วงกลมสีดำ) ใช้สำหรับบอกตำแหน่ง สามารถเลื่อนไปยังตัวละครหรือวัตถุแล้วเลือกได้ แต่ถ้าใช้เมาส์ ก็สามารถคลิกตำแหน่งหรือตัวละครที่ต้องการได้เลย  จากนั้นก็เริ่มต้นเขียนโปรแกรมให้ Puck เคลื่อนที่ด้วยจอยสติกด้านซ้ายของเกมแพด  สังเกตุการใช้ไอคอน Quickly หลายๆ อันต่อกันเพื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ของ Puck ส่วนจอยสติกด้านขวาถูกโปรแกรมไว้สำหรับยิงกระสุน (Blip) ต่อมาก็ทำการปรับค่าความเร็วและจำนวนกระสุนของ Puck รวมทั้งการปรับค่าความสว่างที่ออกมาจาก Puck ด้วย เนื่องจากอยากให้ความสว่างนี้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นตอนเขียนโปรแกรมส่วนนี้ จึงไม่ต้องใส่ไอคอนต่อจาก When ซึ่งหมายถึงตลอดเวลานั้นเองสุดท้ายเป็นการปรับมุมมองของกล้องกับพื้นที่เล่นเกม โดยปรับพื้นที่เล่นเกมให้อยู่ในตำแหน่งระนาบ ขนานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ เมื่อได้ในตำแหน่งที่ต้องการ ก็ปรับโหมดของกล้องให้เป็น Fixed Offset

(7.) Photosynth

                Photosynth มีหลักการทำงานใหญ่ๆคือเรื่องของการใช้ Geotagging การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลที่มีการบันทึกค่าคุณสมบัติของ Camera View และ Camera Geometry ไว้ อาจจะรวมถึง Location จาก GPS ในกรณีที่กล้องรองรับการบันทึกค่าพิกัดลงบน Exif , ส่วนถัดไปเป็นเรื่องของ Image Matching ดังนั้นผู้ใช้จำเป็นต้องเตรียมภาพคู่ซ้อนที่ดีและ clear มีจุดร่วมบนภาพที่เพียงพอ เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถใช้ Photosynth ได้แล้วครับ โดยมีขั้นตอนดังนี้ครับ

1. ติดตั้งโปรแกรม Photosynth โดยไปดาวน์โหลดและลงทะเบียนได้ที่http://photosynth.net/install.aspx

2. ถ่ายภาพวัตถุ หรือพื้นที่ที่ต้องการนำมาประมวลผล โดยตัวอย่างผมใช้ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ panorama ร่วมกับการถ่ายเฉพาะจุด ขั้นตอนการถ่ายก็ไม่ยาก ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ หมุนซ้าย-ขวา ซูมเข้า-ออก ตามต้องการ ที่สำคัญต้องมีวัตถุที่เป็นจุดร่วม เพื่อสร้างระนาบความสัมพันธ์ของภาพแต่ละภาพที่ถ่าย

3. Upload ข้อมูลภาพทั้งหมดไปยัง Photosynth เพื่อประมวลผลและแสดงข้อมูล

ดาวน์โหลด

กรณีที่ต้องการใช้ Geotag หรือภาพมีการ embed ค่าพิกัดโลกจาก GPS ก็เลือก Geotag enable

4. รอประมวลผลและ upload ข้อมูลขึ้นบน Server เสร็จแล้วก็กด View เพื่อดูผลลัพธ์

ดาวน์โหลด (1)

5. เลือก Play เพื่อดูภาพเราในมุมมองต่างๆแบบ 3D View

6.  เลือกดูภาพในมุมมองต่างๆได้จาก Menu

7. เลือกดูแบบ Point Cloud เพื่อดูความหนาแน่นของ Common Point ที่ใช้โยงยึดภาพจากการทำ Image Matching กรณึถ่ายภาพวัตถุ ถ้าอยากได้ข้อมูลที่ละเอียดความถ่ายภาพให้มากและมีจุดร่วมที่มากๆ จะได้ Cloud Point ที่สมบูรณ์และละเอียดมากขึ้น โดยจริงๆแล้วเราสามารถนำข้อมูลจุดพวกนี้ไปทำการวัด หรือสร้างโครงข่ายสามเหลี่ยมเพื่อดูรูปทรงได้ครับ แต่ในตัวอย่างภาพถ่าย View ด้วยที่ความละเอียดไม่มากทำให้จุดไม่หนาแน่น

8. เลือกดูภาพแบบ 2D ที่ทำการถ่ายและโหลดเข้ามา

9. เรียกดูตำแหน่งของแต่ละภาพได้จาก Geotag

10. กรณีที่ไม่มีข้อมูล location จาก GPS ติดมาบนภาพ เราสามารถ add เองได้จาก Tools และสามารถกำหนด Orientation ของจุดเปิดถ่ายภาพได้อีกด้วยครับ

11. ดูจนพอใจและก็สามารถ Save และ Publish เพื่อส่งให้ผู้อื่นดู้ได้ โดยผลลัพธ์ก็สามารถ share ผ่าน Facebook หรือจะนำ Object มา embed ใน Web Application เพื่อเขียนโปรแกรมนำเสนอข้อมูลต่อไปก็ได้ครับ

เห็นไหมครับว่าไม่ยากเลย คราวหน้าไปออกสนามซื้อกล้องที่มี Geotag ถ่ายภาพและนำมาประมวลผลด้วย Photosynth แล้วนำเสนอเจ้านาย รับรองว่าต้องประทับใจแน่นอน ส่วนท่านที่สนใจเรื่องการวัด ก็สามารถเขียนโปรแกรมด้วย C# ติดต่อ Photosynth Silver ligth ได้ผ่านทาง API จะสร้าง app เพื่อ control camera View และตำแหน่งบน Google Map ก็ทำได้ไม่ยากหรือจะ advance ขนาดนำ Point Cloud ไปประมวลผลต่อบน Autocade ก็ทำได้ครับ เพราะระบบพวกนี้เปิดทางไว้ให้ ผมมี link ตัวอย่างวิธีการทำมาให้ศึกษาด้วยด้านล่าง ยังไงก็ขอนำเสนอให้เห็นเป็น IDEA ว่าจริงๆแล้วยังมีเทคโนโลยีและมีโปรแกรมแบบบริการที่ทำให้เราสามารถนำมาใช้ และพัฒนาระบบภูมิสารสนเทศได้อีกมากมายครับ

http://through-the-interface.typepad.com/through_the_interface/2010/04/importing-photosynth-point-clouds-into-autocad-2011-part-1.html

ข้อความนี้ถูกเขียนใน Geo3D, geotagging, GPS, osgeo, technology, tutorial โดย pkgis2007 คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

การถ่ายรูป แนวกว้างหรือที่เรียกกันในชื่อว่าพาโนรามา ได้รับความนิยมสูงขึ้นมาก เนื่องด้วยมีแอพที่สร้างมาเพื่อการถ่ายภาพแนวนี้มากมาย แทบจะทุกแพลตฟอร์ม ดังนั้นในบทความนี้เราจึงขอแนะนำแอพถ่ายรูปพาโนรามาหนึ่งตัวที่น่าสนใจแล้ว กันครับ นั่นคือ Photosynth ที่มีให้ใช้งานทั้งบน iOS และบน Windows Phone

images

ตัว Photosynth นั้นเป็นแอพฟรีจาก Microsoft บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการไอทีเรานี่เอง โดยจุดเด่นของมันก้คือสามารถถ่ายภาพพาโนรามาได้ง่าย เพียงแค่กด ถ่าย เลื่อน ก็จะได้ภาพพาโนรามาแล้ว แต่ที่เด็ดยิ่งกว่านั้นคือมันสามารถเรียกดูภาพในแบบหมุนรอบตัวเราได้ เสมือนว่าภาพนั้นคือผนังห้องล้อมรอบตัวเรา แล้วเราหันหัว พลิกตัวเพื่อมองภาพไปรอบๆ ห้องเลย และที่สำคัญคือ มันไม่ได้ออกแบบมาให้เราสามารถดูในเครื่องคนเดียว เพราะมันสามารถแชร์ขึ้นไปบนเว็บเครือข่ายโซเชียลของ Photosynth เอง เพื่อให้สามารถเรียกดูภาพแบบ 360 องศาจากบนเว็บได้ หรือถ้าอยากแชร์ภาพขึ้นไปแบบธรรมดาๆ บน Facebook ก็ยังทำได้เช่นเดียวกัน เอาเป็นว่าเราไปดูกันดีกว่าครับ ว่าแอพถ่ายรูปพาโนรามาอย่าง Photosynth จะเป็นอย่างไร

ดาวน์โหลด (2)

ในหน้าของการถ่ายรูปด้วย Photosynth นั้น จะมีอินเตอร์เฟสแบบเรียบง่ายมากครับ การใช้งานก็คือกดไปที่จอหนึ่งครั้งเท่านั้น แอพก็จะเริ่มเก็บภาพแรกไว้ จากนั้นเราก็ต้องหันเครื่องเราเพื่อไปเก็บภาพมุมอื่นที่ใกล้ๆ กับภาพเดิม

images

ภาพข้างบนนี้ก็เป็นในขณะที่ผมเก็บภาพรอบด้านไปแล้วบางส่วนครับ โดยถ้าเป็นกรอบสีเขียวก็แสดงว่าภาพตรงจุดที่เราหันกล้องไป ค่อนข้างตรงกับภาพโดยรอบที่เราถ่ายไปก่อนแล้ว ซึ่งระบบก็จะบันทึกภาพที่แสดงอยู่ในกรอบสีเขียวนี้ โดยเราสามารถบันทึกภาพได้ทุกทิศทางเป็นทรงกลมล้อมรอบตัวเราเลยทีเดียว เมื่อพอใจแล้ว ก็ให้กดที่ปุ่ม finish เพื่อส่งให้แอพประมวลผลภาพให้

ทันที ส่วนปุ่ม undo นั้นไว้สำหรับลบภาพที่ระบบถ่ายไว้ก่อนหน้านี้ ใช้สำหรับแก้ไขภาพที่ระบบถ่ายไว้แล้วผิดเพี้ยนไปจากความจริงได้ครับ

ดาวน์โหลด

ส่วนขั้นตอนในการประมวลผลภาพเพื่อรวมเป็นภาพเดียวก็จะใช้เวลาเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับจำนวนภาพที่เราถ่ายไปทั้งหมด

ในส่วนของการตั้งค่านั้น โดยหลักก็จะเป็นการตั้งค่าเพื่อเชื่อมต่อกับเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Windows Live ของ Microsoft เอง หรือจะเป็น Facebook และ Twitter ก็มีไว้ให้เราได้แชร์รูปขึ้นไปด้วยเช่นกัน

images

ตรงแท็บซ้ายสุดนั้นจะเปรัยบเสมือน gallery รวมรูปภาพที่เราถ่ายด้วยแอพถ่ายรูปพาโนรามา Photosynth ตัวนี้ครับ ซึ่งจะแสดงทั้งรูปที่อยู่ในเครื่องและรูปที่อยู่บนเว็บ Photosynth ในบัญชีผู้ใช้ของเรา

ตัวอย่าง ในหน้าด้านบนก็คือการแชร์ภาพขึ้นไปยัง Facebook ซึ่งจะมีให้เลือกทั้งว่าจะแชร์เป็นภาพนิ่งๆ ธรรมดา (สามารถชมได้จากบน Facebook เลย) หรือว่าต้องการให้เป็นแบบ interactive ด้วย ซึ่งข้อหลังนี้จะเป็นการอัพโหลดภาพขึ้นไปยัง Photosynth เอง ซึ่งก่อนจะอัพโหลดขึ้นไปได้ก็ต้องสร้างบัญชีผู้ใช้กับ Photosynth ก่อน แต่มันไม่ใช่ปัญหาครับ เพราะมันสามารถใช้

อีเมลและรหัสผ่านของ Hotmail, MSN, Windows Live Messenger หรือจะเป็นชื่อใหม่อย่าง Outlook ได้เลยทันที

(8.) Windows Live Movie Maker

                โปรแกรม Windows Live Movie Maker เป็นโปรแกรมฟรี  ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานด้านมัลติมีเดีย  ประเภทวีดีโอได้ดีอีกโปรแกรมหนึ่ง   ความสามารถในการสร้างภาพยนต์ (Movie) ตัดต่อ หรือปรับแต่งวีดีโอ โปรแกรม Windows Live movie maker  ความสามารถในการสร้างภาพยนต์แบบSlideshow

ขั้นตอนที่ 1 เปิดโปรแกรม  Windows Live movie maker  ขึ้นมา

images

ขั้นตอนที่ 2  เพิ่มรูปภาพหรือวีดีโอด้วยการคลิ๊ก  add videos and photos แล้วเลือกรูปภาพที่เราต้องการนำมาสร้างสไลด์โชว์ทั้งหมดลง

images (1)

ขั้นตอนที่ 3 หลังจากเพิ่มรุปภาพเสร็จแล้ว ทดลองคลิีก Play จากหน้าต่างการแสดงผลในหน้าโปรแกรม    เราสามารถลาก( Drag) รูปภาพ เพื่อเปลี่ยนสลับตำแหน่งการแสดงผลใน Timeline ได้

images

ขั้นตอนที่ 4  เพิ่ม Intro ให้กับสไลด์ของเราสักนิด ที่เมนู  Edit Font เพื่อ Credits ปรับแต่งการแสดงผล เพื่อใช้เล่นก่อนเริ่ม Slideshow

images (1)

ขั้นตอนที่ 5 ปรับแต่งการ Effect ก่อนการเปลี่ยนรุปภาพ จากเมนู Animation

ขั้นตอนที่ 6 ปรับแต่ง Effect การแสดงผลใน slideshow

images

ขั้นตอนที่ 7  เพิ่มเพลงเพราะ ๆ ให้กับ slide โชว์ของเรา โดยคลิ๊กที่ Add music

images (1)

ขั้นตอนนี้เราสามารถกำหนดให้เพลงจบได้พอดีกับ slideshow โดยคลิ๊กที่เมนู Project > Fit to music

นอกจากนั้นยังกำหนดการเล่นเพลงได้เพิ่มเติมจากเมนู Music Tools >options

ขั้นตอนที่ 8 หลังการทดลองเล่น slideshow จากรุปภาพสวย ๆและเพลงเพราะ ๆ ปรับแต่งการแสดงผลจนเป็นที่พอใจแล้ว   ก็ทำการบันทึกไว้อวดได้แล้วค่ะ   โดยบันทึกที่เมนู Save movie

หากต้องการแชร์ Slideshow ที่สร้างขึ้นบน Internet ทันทีก็สามารถ Publish จากเมนู  Publish  movie on the web ได้ทันทีจากโปรแกรม Windows live movie maker  ค่ะ
– See more at: http://tipwithme.blogspot.com/2012/06/slideshow-windows-live-movie-maker.html#sthash.mOsPcMKI.dpuf

การสร้างสื่อด้วย Windows “Live” Movie Maker

 http://explore.live.com/windows-live-movie-maker?os=other
1. เปิดโปรแกรมขึ้นมา จะเห็นหน้าตาโปรแกรมตามรูป ให้ไปที่ Home หรือหน้าแรก แล้ว Add Videos or Photos ภาพที่เราต้องการใช้มา หรือจะใช้วิธีลากมาวางในโปรเจคก็ได้ ควรเริ่มจัดการภาพ  เมื่อนำเข้าคลิปที่้องการจะเห็นว่า ภาพที่เรานำเข้ามาจะอยู่ในลักษณะ storyboard มีจอ preview อยู่ขวามือ ซึ่งจะแสดงผลภาพแรกใน storyboard คราวน้ก็ให้เราย้ายตำแหน่งของภาพใน storyboard ให้อยู่ในลำดับที่ต้องการ ลองเล่นดูใน Preview  ตัวเลขใต้จอ preview คือเวลาของคลิป

images

2. มาปรับเวลาของแต่ละคลิปกันก่อน ดับเบิลคลิ๊กที่คลิปภาพแล้วจะเห็นว่าเมนูด้านบนจะมี Video tools ปรากฏขึ้น ให้เลือก edit แล้วคลิ๊กที่ duration แล้วเลือก 10:00 คือ 10 วินาที ทำแบบนี้ให้ครบทุกภาพ

3. เติม transition เพื่อให้รอยต่อระหว่างคลิปไม่สะดุด  มาที่ home ใหม่ ที่เมนูด้านบนจะเห็น Animations ซึ่งใช้จัดการกับ transition ของคลิป กับ Visual Effects ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษต่างๆ สำหรับ Transitions นี่ให้เลือก Animations  ดูรูปด้านล่าง จะเห็นที่วงกลมไว้ด้านบน

หน้า ตา เมนูของ transitions เป็นแบบนี้ค่ะ 1) กด arrow keys หา transition ที่ต้องการ 2) คลิ๊กเลือกรูปภาพที่ต้องการใช้ transition นั้น 3) คลิ๊กเลือก transition ที่จะใช้ 4) จะเห็นว่ามีรูปสามเหลี่ยมขาวขุ่นๆ อยู่ตอนต้นแสดงว่าภาพนั้นใช้ transition แล้ว 5) ถ้าเป็นคนรักเดียวใจเดียวก็เลือก Apply to all  แต่ถ้าอยากเลือกหลายๆ แบบก็ไม่ต้องทำข้อ 5)  แต่ทำข้อ 1-2-3 กับทุกรูปแทน

4. ต่อไปก็ทำทำ Title กับ Credits ให้มาดู เมนูด้านบน จะมีให้เลือก Title กับเครดิตนี่ เมื่อสร้างแล้วจะมีคุณสมบัติเหมือนเป็นคลิปภาพอีกคลิปหนึ่ง สามารถย้ายไปมาได้เหมือนกัน

เรามาสร้าง Title ต้นเรื่องกันก่อนดีกว่า เลือก Title  เลือกแล้วจะเห็นว่ามีคลิปเพิ่มขึ้นมาอีกคลิปนึง (ความจริงเราสามารถเพิ่มได้มากกว่าหนึ่ง title) และจะเห็นว่ามีเมนูสำหรับจัดการข้อความปรากฏขึ้น ตรงวงรีนี่ใช้แก้ไขข้อความ เปลี่ยนสี Background และกำหนดเวลา ตรงสี่เหลี่ยมก็เป็นเมนูเหมือน word  ลองเปลี่ยนลองเลือกได้ตามอัธยาศัย ส่วนตรงที่เป็น ลูกศรกรอบสีแดง เลือก animation ของ title

ส่วน Credit ท้ายเรื่องก็เช่นกันค่ะ เลือก Credit พิมพ์ข้อความแล้วปรับเปลี่ยนตามใจชอบ รูปข้างล่างเป็นตัวอย่างที่เติม Title กับ Credit แล้ว

images

5. เติมเสียงอ่านคำศัพท์ ให้ไปที่ 1) Home 2) Add music คลิกตรงสามเหลี่ยมเล็กๆ จะมีเมนูยืดออกมาอีกคือ Add music… กับ Add music at the current point 3) ให้เลือก Add music at the current point เลือกคลิปเสียงคำศัพท์ที่เตรียมไว้ค่ะ เอาเสียงที่ตรงกับภาพนะคะ 4) เมื่อเลือกได้แล้ว คลิปเสียงจะไปเริ่ม ณ จุดที่มีเส้นเวลาสีดำปรากฏอยู่

ดัง นั้นเราเลื่อนเส้นเวลาไปยังตำแหน่งที่เราต้องการให้มีเสียงอ่านศัพท์เลย ควรตั้งไว้หลัง Transition เหมือนในรูป สอนศัพท์ EFL เด็กเห็นภาพก่อน >>ได้ยินคำศัพท์ >> เห็นตัวอักษร

6. เมื่อเติมเสียงครบแล้วก็เติมคำอ่านจาก Home ในเมนูให้เลือก Captions ก็จะมีกรอบให้พิมตัวอักษรลงไป เราก็พิมพ์คำศัพท์ที่ต้องการ

ควรเริ่มโดยเลื่อนเส้นบอกเวลาไปไว้ที่ตำแหน่งตรงกับเสียงที่ ได้เพิ่มไปก่อนหน้านี้แล้วเพื่อให้เสียงกับตัวอักษรสัมพันธ์กัน ใน Storyboard ตัวหนังสือจะเป็นแถบสีชมพูอยู่ได้ภาพ ส่วน Audio จะอยู่บนภาพ ตัวอักษรจะเริ่มปรากฏเมื่อถึงเส้นแบ่งเวลา ในส่วนของ Caption เราสามารถปรับตัวอักษร animation และอื่นๆ ได้เหมือนกับ Title กับ Credit  ดูตามรูปข้างล่าง

7. เสร็จแล้วเราก็ Save Movie รอการตัดต่อรอบสุดท้าย ตามรูป 1-2-3 ส่วนลูกศรชี้ให้ดูว่าคุณสามารถ Save เพื่อนำวิดิโอไปใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น Windows Phone หรือ Zune ได้

8. เปิดโปรเจ็คใหม่ คราวนี้ให้ Add video ที่เรา save ไว้ในข้อ 7. เข้ามา ตอนนี้อาจต้องให้เวลาโปรแกรมอ่านวีดีโอที่ได้มาซักเล็กน้อย แล้วก็ Add music เลือก เพลง ฺBackground ของเราเข้ามา เพลงจะอยู่ด้ายบนของคลิปวีดีโอ

9.  ถ้าเสียงมันดังแข่งกันเสียงอ่านคำศัพท์ให้ Double Click ที่แถบเสียงจะมีเมนูปรากฏขึ้นด้านบน คลิกขวาที่แถบเสียงตรงตำแหน่งก่อนเริ่มสอนคำศัพท์ เลือก Split เพื่อแยกคลิปเสียงเป็นสองส่วน ตามรูป

(9.) Windows Media Encoder

วิธีการใช้โปรแกรม Windows Media Encoder

  1. เปิดโปรแกรม Windows Media Encoder เลือก Broadcast a live event กดปุ่ม OK

 images (1)

2. หน้าจอจะขึ้น New S ession Wizard เลือก Video ที่ของเครื่อง และ Audio ของเครื่องนั้นแล้วกด      ปุ่ม Next

images

3. เลือก Broadcast Method ให้เลือก Push to a Windows Media Server แล้วกดปุ่ม Next

images (1)

4. Setting Server and Publishing Point แล้วกดปุ่ม Next ตามตัวอย่างข้างล่าง

images

5. Setting Encoding Option ให้เลือก Bit Rate อยู่ที่มาต้องการของ Bit Rate (150kps,256kps)

กด Next

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: